วันเสาร์ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

มิติที่ ๔ คือ ความรักที่เริ่มขยายออกสู่ผู้อื่นที่นอกจากญาติ

 




ความรัก มิติที่ ๔ ชุมชนนิยม


มิติที่ ๔ คือ ความรักที่เริ่มขยายออกสู่ผู้อื่นที่นอกจากญาติ เป็นการขยายความรัก ที่อยู่แค่ในวงศาคณาญาติ ออกไปสู่ หมู่มิตรสหาย อันเป็นสังคมใกล้ชิด มิตรสหายที่กว้างขึ้น กว่าเพียงวงศ์ญาติเท่านั้น ออกไปได้อีก อาจจะแผ่ความรักความเกื้อกูล ออกไปแค่เพื่อนฝูงหมู่คณะ ยังไม่กว้างมากมาย ถึงระดับมีใจมุ่งหมาย เพื่อประชาชนทั้งชาติ ทั้งประเทศทีเดียว แต่ก็เป็นความเห็นแก่ผู้อื่น เผื่อแผ่กว้างเกื้อ กระจายออก จากขอบแคบ แค่วงศ์ญาติพี่น้อง สายโลหิตมากขึ้น แผ่ความรัก สู่มวลชนเพื่อนพ้อง กว้างขึ้น เป็นกลุ่มชุมชน เป็นตำบล อำเภอ จังหวัด เป็นความรักที่มีภาระมากขึ้น ก็ต้องนับว่า เป็นความรัก ที่มีคุณค่าสูงขึ้น เพราะความรักเช่นนี้ คือการลดความเห็นแก่ "ตัวเรา-ของเรา" ที่เป็นแค่ วงศาคณาญาติ ซึ่งยังแคบ ก็ขยายกว้างขึ้น ไปสู่มวลมนุษยชาติ เพิ่มขึ้นแล้ว จึงนับว่ามีคุณค่าเพิ่มขึ้นกว่า "ความรัก" มิติที่ ๓

ใครก็ตามที่เห็นแก่ความสุขของผู้อื่นที่กว้างขึ้น สามารถเสียสละเผื่อแผ่ หรือ ช่วยเหลือเกื้อกูลผู้อื่น ได้มากไปกว่า วงศาคณาญาติ แม้จะเป็นเพียงมิตรสหาย แวดล้อมก็ดี หรือผู้คนอื่นๆ ในแวดวงใกล้ๆ ก็ตาม ก็นับว่า มีความรักที่เจริญขึ้น เป็นความรักที่ดีงาม เป็นประโยชน์ใหญ่กว้างขึ้น มีค่าสูงขึ้น ตามความเอื้อเฟื้อ เกื้อกว้าง ที่กว้างขึ้นๆ นั้นๆ จะแผ่ขยายออกไปจริง ยิ่งเผื่อแผ่กว้างเกื้อออกไป ได้มากขึ้นเท่าใด ก็ยิ่งเป็น "ความรัก" ที่มีคุณประโยชน์สูงค่ามากขึ้นเท่านั้น


ความรัก มิติที่ ๔ นี้ เรียกว่า "ชุมชนนิยม" หรือ "สังคมนิยม"


ติดตามตอนต่อไป

วันเสาร์ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

มิติที่ ๓ คือ ความรักที่แผ่ออกมาถึงญาติ

 




ความรัก มิติที่ ๓ ญาตินิยม


มิติที่ ๓ คือ ความรักที่แผ่ออกมาถึงญาติ ก็กว้างขึ้นมาอีกนิด นอกจาก "พ่อ-แม่-ลูก" แล้ว ก็แผ่ความรักออกไป ละเอียดลึกซึ้งขึ้น กว้างขึ้น ถึงญาติวงศ์พงศา หากผู้ใดมีคุณลักษณะ ของความรักเกื้อกว้างออกมา เผื่อแผ่แก่ญาติ ยิ่งมากชั้น มากระดับ ออกไปเท่าใดๆ จริง ก็ดีกว่าความรัก ๒ มิติต้น มากเท่านั้นๆ แต่ ก็ยังอยู่ในแวดวง ที่นับเนื่องเอาแค่ วงศาคณาญาติของตน ซึ่งเป็น การยึดติดหลงใหล ในเชื้อสาย เผ่าตระกูล หรือ รวมเอาผู้ที่เป็นพรรคเป็นพวก อันนับเนื่องเป็นคนสนิท ระดับ "คนใน" ด้วย

ในความเป็นคน มันน่าจะมีคุณค่ามีความสำคัญ ที่ควรเห็นแก่หรือควรเผื่อแผ่ กว้างเกื้อกันมากกว่า ที่จะยึดติดอยู่แค่ใน วงศาคณาญาติ และพรรคพวกที่สนิทเท่านั้น ไม่น่าจะหลงใหล ลำเอียง ให้ความสำคัญ กันอยู่แต่สายเลือด "คนใน" หนักข้อเกินไป จริงอยู่ตามความรู้กันสามัญทั่วไป ก็ต้องนับเนื่อง เป็นหน้าที่ควร เกื้อกูลช่วยเหลือเผื่อแผ่ ผู้ที่เป็นญาติก่อน ก็ถูกล่ะ "ญาตกานัญจ สังคโห" การเกื้อกูลช่วยเหลือสงเคราะห์ญาติ เป็นมงคลอันอุดม พระพุทธเจ้า ก็ตราไว้อยู่ชัดๆ ก็ต้องทำอยู่แล้ว ตามสมควรแน่นอน

แต่ก็มีความสำคัญอื่นที่เป็นเงื่อนไขสมควรกว่า เข้าไปเป็นตัวแทรกอีกมาก ในสังคมแห่งความเป็น มนุษยชาติ ทั้งหลาย ซึ่งบางทีก็น่าจะเห็นแก่คนอื่น ที่ไม่ใช่ญาติก่อน เพราะสมควรกว่า มีประโยชน์สำคัญ อย่างมีเหตุมีผล มีหลักฐาน อันเหมาะยิ่ง จริงกว่า ไม่เช่นนั้น จะเกิดความเสียหาย ที่ส่งผลกระทบมากมาย คุณค่าประโยชน์ของ "ความรัก" ก็จะคับแคบ เพราะเห็นแต่แก่ "วงใน" เผ่าตระกูล พรรคพวกคนสนิทเกินไป




ดังนั้น คนที่มีลักษณะของ "ความรัก" ที่มีน้ำหนัก มุ่งอยู่แต่ในวงญาติมิตร "คนใน" ดังกล่าว จึงเป็น "ความรัก" ที่มีคุณค่าประโยชน์ ซึ่งจะมากหรือจะน้อย ก็อยู่แต่เพียงในวงวนของ วงศาคณาญาติของตนๆ เท่านั้น ถึงแม้จะมีการเผื่อแผ่ เพื่อผู้อื่นอยู่บ้าง ก็ดังที่เคยกล่าวมาแล้ว ว่า เป็นธรรมดาที่ใครก็ตาม ก็ย่อมจะมีการเกื้อกูล เผื่อแผ่ คนทั่วไปใดอื่นอยู่บ้างแน่ แต่มันก็เป็นการกระทำที่ไม่ใช่ทำอย่างมีใจใสสะอาด บริสุทธิ์จริง หรือ ไม่มีความปรารถนาดี เหมือนให้ลูก ให้ญาติ ให้คนสนิทเสียทีเดียว และไม่มีสัดส่วน ที่มากทั้งคุณภาพ และทั้งปริมาณ เพียงพอ อันจะจัดเข้าข่ายเป็นผู้มี "ความรัก" ถึงขั้น "มิติ" ที่สูงขึ้นจริงได้




คนที่มีลักษณะและพฤติกรรมเช่นดังกล่าวนี้ จึงจัดอยู่ในฐานะผู้มี "ความรัก" ที่กว้างเกื้ออยู่แต่ใน วงศาคณาญาติคนใน


เรียกชื่อ ความรัก มิติที่ ๓ นี้ว่า "ญาตินิยม" หรือ "โคตรนิยม"

ติดตามตอนต่อไป

วันศุกร์ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

ความรัก มิติที่ ๒ พันธุนิยม



ความรัก มิติที่ ๒ พันธุนิยม


มิติที่ ๒ คือ ความรักระหว่างสายโลหิต หรือพ่อ-แม่-ลูก ก็ขยายขอบเขตของความรักกว้างขึ้นมาอีกนิด

แต่ก็ยังแคบมาก มีขอบเขตอยู่แค่ แวดวงสายเลือดชั้นแรก ชั้นเดียวเท่านั้น ความรัก ที่ยังไม่แผ่กว้างออกไปมากกว่านี้

จึงเป็นความรัก ที่ยังอยู่ในแวดวง ที่วนแคบ ไม่เป็นประโยชน์กว้าง เกื้อออกไปสักเท่าใด นัยเดียวกัน

ถ้ารักอย่างหลงเฉพาะ แวดวง พ่อแม่ลูกนี้ ยิ่งหนักยิ่งมากเท่าใด ก็จะหวงแหน ตระหนี่ถี่เหนียว เพื่อแวดวงแคบๆ แค่นี้ไป ตลอดชีวิต จะเผื่อแผ่ออกไป แก่ผู้อื่น หรือ วงนอกได้ยาก อะไรๆ ก็จะลำเอียง เพื่อแวดวงเท่านี้ ก่อนอื่นเสมอ จะสะสมทุกสิ่งทุกอย่าง ไว้ให้แก่คนในวงวนของ "พ่อ-แม่-ลูก" เท่านี้แหละ เป็นอุดมการณ์อันเอก




"ความรัก" คือ ความเผื่อแผ่ แต่สำหรับความเผื่อแผ่ของคนที่มีความรักมิติที่ ๒ นี้ ไม่ว่าจะเผื่อแผ่แก่ผู้อื่น แก่ใครๆ แม้แต่ญาติ ที่นอกไปจากวงวนของ "พ่อ-แม่-ลูก" แล้ว จะยังฝืนใจอยู่ไม่มากก็น้อย จิตใจจะยังไม่ว่าง สะอาด ปราศจากธุลี แห่งความตระหนี่ ไปได้ง่ายๆ ถ้าจะให้จะสละแก่ผู้นอกวงวนของ "พ่อ-แม่-ลูก" ก็เพราะจำนน ไม่เช่นนั้น ก็เพื่อที่จะได้ ผลข้างเคียง ตอบแทนอยู่ ไม่มากก็น้อยเสมอ ถึงแม้จะมีบางครั้งบางเรื่อง ที่ได้เผื่อแผ่ หรือเสียสละ อย่างสะอาด ปราศจากธุลีแห่งความตระหนี่ แก่ผู้เป็นคนนอกวงวนของ "พ่อ-แม่-ลูก" อยู่บ้าง ก็อาจจะมีได้บ้างเป็นแน่ แต่ก็สะอาด หมดจดยาก หรือทำได้น้อยครั้ง น้อยเรื่องเต็มที ฉะนี้แลคือ คนที่มี "ความรัก" อยู่ใน มิติที่ ๒



 


ดังนั้น "ความจริง" ในคนที่มีความรัก มิติที่ ๒ นี้ จะพึง "ไม่เห็นแก่ตัว" ซึ่งเป็น "ความรัก "ที่แท้ ก็จะไม่เห็นแก่ตัวหรือเสียสละ ให้ได้อย่างไร้ธุลี แห่งความตระหนี่ ก็เฉพาะในวงวน ระหว่าง "พ่อ-แม่-ลูก" กันอยู่แคบๆ เท่านี้ ไม่ว่าจะเสียสละวัตถุธรรม หรือนามธรรม ก็จะมีความเผื่อแผ่ หรือเสียสละ แก่กันและกันได้ สะอาดหมดจดจริง เฉพาะในวงวนระหว่าง "พ่อ-แม่-ลูก" กันอยู่ แคบๆ เท่านี้ เท่านั้น กระนั้นก็ดี แม้ระหว่าง "พ่อ-แม่-ลูก" นี้ ก็เถอะ ก็ยังมีความตระหนี่ มีความหวงแหน แทรกปนอยู่บ้าง ในบางอารมณ์ บางเรื่องบางราว บางครั้งบางคราว




แต่ถึงอย่างไร การเผื่อแผ่ การเสียสละของคนก็ย่อมมีแก่ผู้อื่น อันนอกเหนือจากวงวนของ "พ่อ-แม่-ลูก" นี้อยู่บ้าง ทว่า "การให้หรือการเสียสละ" ส่วนมากของคนที่อยู่ในฐานะ ผู้ที่ชื่อว่ามี "ความรัก มิติที่ ๒" นี้ ก็จะยังไม่บริสุทธิ์ สะอาด เหมือนการเสียสละ แก่กันและกันของ "พ่อ-แม่-ลูก" ได้ง่ายนักหรอก หรือ จะบริสุทธิ์บางครั้งบางคราว ก็ในกรณี ที่พิเศษจริงๆ น้อยครั้งน้อยราย ซึ่งไม่มากพอ ที่จะทำให้ผู้อยู่ในฐานะคนที่ชื่อว่ามี "ความรัก" แค่ "มิติที่ ๒" นี้ เลื่อนฐานะขึ้นไปสู่ ฐานะที่มีคุณค่า สูงขึ้นอีกขั้น




คงจะไม่สับสนนะว่า "การเห็นแก่ตัว" นั้นไม่ใช่ "ความรัก" "การเผื่อแผ่-การเสียสละ-การมีคุณค่าเป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น" ต่างหาก คือ "ความรัก" เพราะฉะนั้น "การเผื่อแผ่-การเสียสละ-การมีคุณค่าเป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น" ที่มีลักษณะแคบๆ วนอยู่แค่ "พ่อ-แม่-ลูก" เท่านี้ จึงเป็น "ความรัก" มิติที่ ๒ ซึ่งมีลักษณะ กว้างเกื้อขึ้นมาจาก "ความรัก" แค่วงวนของ "คนคู่" หรือ "คน ๒ คน" เพิ่มมามีแก่ลูก ก็เกื้อกว้างขึ้นอีกนิด สูงกว่า "ความรักมิติที่ ๑"




ถึงอย่างนั้น มิติที่ ๒ นี้ก็ยังเป็นความรักขั้นที่ยังไม่สูงเลย เพราะเป็นความรักที่ยื่นยาวออกไปแค่ "พ่อ-แม่-ลูก" ซึ่งมีประโยชน์ต่อผู้อื่น น้อยนิดอยู่นั่นเอง เป็นความรัก ที่จำกัดวงรักแคบอยู่แค่ สายเลือดชั้นเดียว หรือ เห็นแก่ผู้อื่น อยู่ในวงแคบแค่ "พ่อ-แม่-ลูก" เพียงเท่านี้ ความรักมิติที่ ๒ นี้ แม้จะเริ่มดีขึ้น แต่จัดเป็นความรัก ที่แผ่ออกไปเห็นแก่ผู้อื่น ยังไม่ถึงไหนเลย

แม้จะเผื่อแผ่แก่กันและกันในวงวนแห่งความเห็นแก่ คนนั้นคนนี้ ระหว่าง "พ่อ-แม่-ลูก" นี้ก็เถอะ ก็ยังมีความซับซ้อน ของความลำเอียงกันไปมา อีกนักกว่านัก เพราะกิเลสในแต่ละคน


 


ความรัก มิติที่ ๒ นี้ จึงได้ชื่อว่า "พันธุนิยม" หรือ "ปิตุปุตตานิยม"

 


ติดตามตอนต่อไป

วันพฤหัสบดีที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

ความรัก มิติที่ ๑ กามนิยม

ความรัก 10 มิติ





ดังนั้น คำว่า "ความรัก" มิติที่ ๑ นี้ หากจะหมายเอาว่า เป็น "ความเห็นแก่ตัว" ก็ใกล้เคียงความจริงที่สุดแต่ถ้าหาก จะหมายเอาว่า เป็น "ความเผื่อแผ่-เสียสละ" ก็แคบและเล็กสุดๆ

ความรัก" ยังมีอีกหลายมิติ ซึ่งจะได้อธิบายต่อไปถึง ๑๐ มิติ ดังนี้


ความรัก มิติที่ ๑ กามนิยม


 


มิติที่ ๑ คือ ความรักที่เป็นเรื่องของความใคร่ เรื่องของ กาม เรื่องของการสมสู่ของผู้หญิงผู้ชาย เรื่องของคน คน หาก จะเห็นแก่กันและกันก็แค่อยู่ในวงวนของ"คนคู่"หรือคน คน ซึ่งเป็นความรักที่เผื่อแผ่แก่กัน อยู่แค่คน ๒ คน ความรักมิตินี้ ถ้ายิ่งรักมาก ติดใจในรสกามของคู่ตน สุขสมในรสใคร่ มากเท่าใดๆ ก็ยิ่งแคบมากเข้าๆ เท่านั้นๆ มันเป็นวงแคบ ที่เห็นแก่ แค่คู่รัก คู่ใคร่ ของตนเท่านั้น ถ้าแม้นติดมากยึดมาก ดูดดึงมาก ก็ยิ่งหวงแหนมาก ผูกมัด รัดรึง ตรึงใจ เป็นอุปาทานแน่นขึ้นๆ และหากยิ่งมีแต่ความใคร่มากขึ้นๆ ก็ยิ่งจะมืดซ้ำ ดำกฤษณา เป็น ความหลงใหล คลั่งไคล้ และหึงจัด รัดรอบรุนแรง ไม่มีคนอื่น แทรกเข้าได้เลย มีอะไรก็ทุ่มโถมให้แต่แก่เธอ แก่ความรักที่หลงติด ผูกแน่นนี้เท่านั้น หนักเข้าๆ จะเห็นแต่แก่ตัว โดยอาศัยคู่ที่ตน รักสุดนั่นแหละ เป็นเครื่องมือ หรือ เป็นองค์ประกอบ ในการเสพสม สุขสม ให้แก่ตน ยิ่งหลงในรสสุขนั้น มากเท่าใด ก็ยิ่งยึด เป็นของตัวของตนสนิทเนียนเข้าเป็นตน กระทั่งถึงขั้น ใครมอง ใครแตะต้องไม่ได้ จะหึงแรงจนถึงขั้น ทำร้ายคนที่มากล้ำกรายได้ ถึงขั้นเอาตายกันทีเดียว

อารมณ์ชนิดนี้ คือ ความเห็นแก่ตัวแท้ๆ คือ ความโลภเพื่อตัวเพื่อตนเต็มๆ คือ กามราคะสมบูรณ์แบบ หากจะ เรียกว่า "ความรัก" ก็เป็นความรักที่ต้องการ มาบำเรอตนนั่นเอง




การบำเรอตนเอง ไม่ใช่ "ความรัก" การได้มาสมใคร่ สมอยากแก่ตน เป็น "ความเห็นแก่ตัว"




ใครถ้าแม้นถึงขั้นปฏิบัติต่อคู่ของตนเยี่ยงทาสหรือเยี่ยง วัตถุบำบัดความใคร่ ไม่มีใจเผื่อแผ่เกื้อกูล ปรารถนาดีต่อคู่ ของตน แม้ด้านกายภาพ จะจ่ายวัตถุเข้าของเงินทอง ทรัพย์ศฤงคาร ให้ด้วยอากัปกิริยา ที่ดูเหมือนมีน้ำใจ เอื้อเอ็นดู เสียสละ ปานใดๆ ก็ตาม ก็เป็นเพียงค่าจ้าง ทุกอย่างเพื่อ "ตัวเอง" แท้ๆ คนผู้นี้ยังไม่ชื่อว่า "มีความรัก" เป็นแค่ผู้ "ให้" หรือผู้ "จ่าย" ค่าจ้าง เพื่อ บำเรอความใคร่ของตน

จนกว่าคนผู้นี้ จะมี "การเผื่อแผ่การเสียสละ" ให้แก่ "คู่" ของตน อย่างบริสุทธิ์ใจไม่ว่าจะ "ให้" วัตถุธรรม ให้รูปธรรม หรือ ให้นามธรรม ถ้าให้มาก ใจสะอาดมากก็ "รัก" มาก ให้น้อย ใจสะอาดน้อยก็ "รัก" น้อย เพราะการ "ให้" หรือ "สละ" ที่ออกไปจาก "ความรัก" เกิดจาก "ความรัก" นั้น จะมิใช่เพื่อแลกอะไร อย่างใดอย่างหนึ่งอยู่ เป็นอันขาด




"ความรัก" ไม่ใช่ "ความโลภ" หรือ "ความแลก" มาให้ตน




หากยังมีความโลภใดๆที่เหลือเป็นเศษเป็นส่วน อันต้องการแลกเปลี่ยนกับสิ่งที่ตน "ให้" หรือตน "สละ" อยู่เท่าใดๆ ก็ลด "ค่า ของความรัก" ลงตามจริงเท่านั้นๆ ยิ่งเป็นการ "ให้" หรือ "สละ" เพื่อแลกเอามา "เป็นของตนคนเดียว" หรือ "เป็นทาสผู้ซื่อสัตย์ ต่อตน" ที่ตนจะได้ทาสนั้น ไว้บำเรอประโยชน์ แก่ตนแต่เพียงผู้เดียว ก็ยิ่งมิใช่ "การให้-การสละ" เลย แต่เป็น "การซื้อ" แท้ๆ ตรงๆ ป่วยการกล่าวถึงคำว่า "ความรัก"

ยิ่งชอบมาก ติดใจมากในรสกามของคู่ตน สุขสมใน รสใคร่มาก ที่เห็นคู่เสพของตน เจ็บปวดทุกข์ทรมาน ตนยิ่ง สุขสะใจ (sadist) นั่นยิ่งไม่ใช่ "ความรัก" แต่นั่นคือ การสุขสมอารมณ์ ที่ตนชอบความรุนแรงโหดร้าย ซึ่งฝังอยู่ส่วนลึก ในก้นบึ้งของจิตตนเอง เป็น "สัญชาตญาณหรืออนุสัย" (unconscious) ที่เจ้าตัวไม่สามารถ หยั่งลงไปล่วงรู้ ความจริงของ "จิตวิปริต" เหล่านี้ได้ เพราะมันเป็น "จิตไร้สำนึก" (unconscious) ที่เกิดจากตนเคย ยินดีในความรุนแรง และได้สะสม ความรุนแรง ใส่จิตตนมานาน

เช่น ชอบดูการแข่งขันที่เอาชนะคะคานกันอย่างถึงพริก ถึงขิง หรือชอบดูการต่อสู้ที่ฟาดฟันห้ำหั่นกัน ดูการทำร้าย เข่นฆ่า ยิ่งต่อสู้กันรุนแรง โหดเหี้ยมเท่าไหร่ ก็ยิ่งชอบ กระทั่งรุนแรงสูงขึ้น หยาบขึ้นๆ เป็นคนชอบความโหดร้าย จึงกลายเป็น "คนชอบในความรุนแรง ทุกข์ทรมาน เหี้ยมโหด ฝังลึกอยู่ในจิตไร้สำนึก" (sadist)




จิตที่ได้สั่งสม "ความชอบ หรือ รักรสชาติของความอำมหิต" เช่นนี้ เมื่อมาแสดงออกกับใคร ย่อมมิใช่ "ความรัก" แม้จะมี "การให้ การสละวัตถุธรรมรูปธรรมนามธรรม" กับคู่รักของตน มากเท่าใดๆ ก็ยังมิใช่ "ความรัก" แต่เป็นเพียง "สิ่งแลกเปลี่ยน" เพื่อให้ได้มาซึ่ง "ความอำมหิต" หรือ "ความวิปริต" ที่ฝังลึกอยู่ใน "จิตไร้สำนึก" ของตนโดยแท้




ถ้า "จิตวิปริต" ในความอำมหิตได้สั่งสมใส่จิตร้ายหนัก ยิ่งๆ ขึ้นไปกว่านี้ ก็ก้าวถึงขั้น "ตนสุขสะใจ เมื่อตนได้เจ็บเสียเอง ปวดเสียเอง ทุกข์เอง ทรมานเอง" (masochist) ไม่ว่าตนทำตนเอง หรือใครจะเป็นผู้กระทำให้ ก็สุขสะใจได้ทั้งนั้น เพียงแต่ว่า คนผู้อำมหิตถึงขั้น "ตนเองทำตนเอง" จึงจะสุขสะใจ นั้นแหละคือ ผู้มีจิตรุนแรงร้ายยิ่งกว่า ผู้ที่ "คนอื่นทำให้ตนเจ็บ" แล้วก็สุขสะใจ




ความรักมิติที่ นี้ เป็นความรักแบบเพศสัมพันธ์ ไม่ว่าเพศตรงกันข้าม หรือวิตถารเพศเดียวกัน เป็นความรัก ที่เห็นแก่กันและกันอยู่ แค่ฉันกับเธอเท่านั้น หรือเห็นแก่ผู้อื่น ก็แผ่ออกไปแค่คนๆ เดียว วงรักจึงแคบอยู่แค่คน ๒ คน คือ ให้แก่กันและกันก็แค่ ๒ คน ซึ่งถ้าจัดจ้าน ก็มีอารมณ์หึงหวง แก่งแย่ง รุนแรง ถึงขั้นฆ่ากัน ฆ่าตนเองสังเวยชีวิต เซ่น บูชารัก ก็เป็นได้




ขึ้นชื่อว่า "กาม" มีแต่ความขาดทุน เพราะได้เสพอารมณ์กามสุขนิดหน่อย แต่ทุกข์ยากมากหลาย ทำลายก็หนักหนา เปลืองชีวิต เปลืองใจ เปลืองเวลา เปลืองแรงกาย เปลืองแรงสมอง เปลืองทุนรอน วัตถุทรัพย์สิน เป็นความผลาญพร่า เสียหายที่สุดในโลก ความรักมิติที่ ๑ นี้ จึงต่ำต้อย ด้อยค่าที่สุด นับว่าไร้คุณประโยชน์ ยิ่งกว่าความรักชนิดใดๆ




อารมณ์ "กามสุข" ก็เป็นแค่ "รสอร่อยที่หลงติด" (อัสสาทะ) ซึ่งเป็นเพียง "อารมณ์หลอกๆ ไม่จริง" ( อลิกะ) เพราะแท้ๆ มันเป็น "ความยึดมั่นถือมั่น" (อุปาทาน) ที่คนสามารถจะเลิก จะศึกษาปฏิบัติ ละล้าง จนหมดเกลี้ยง ไปจากจิต ของผู้หลงติด หลงยึด ให้สำเร็จ เด็ดขาดสัมบูรณ์ (absolute) ได้จริง อันเป็นเรื่อง "เหนือธรรมชาติ เหนือความวนเวียน" (โลกุตระ) หรือเป็นเรื่อง "ล้างสัญชาตญาณ การสืบพันธุ์แห่งสัตวโลก" (โลกุตระ) กันทีเดียว เรื่องนี้ก็คงยาก ที่จะเชื่อกัน แต่ขอยืนยันว่า "เป็นไปได้" (possible) หรือ "สามารถ ทำได้" (practicable) จริงแน่แท้ ศาสนาพุทธขอท้าทายให้มา พิสูจน์ (เอหิปัสสิโก)




สรุปแล้ว "ความรัก" มิติที่ ๑ นี้ หากใครจะหมายเอาว่าเป็น "ความเห็นแก่ตัว" ก็ช่างเห็นแท้ดูจริงมากยิ่งเหลือเกิน เพราะ กิเลสพาให้เกิด สภาพเช่นนั้นจริง จนทำให้คนมากหลาย เข้าใจผิด ว่าน่าจะเป็นอย่างนั้นได้ แต่ถ้าหากหมายเอาว่าเป็น "ความเผื่อแผ่-เสียสละ" ก็เป็นแค่ "ให้" เพื่อแลกกับที่ตนจะได้เสพ "รสอร่อยที่ใคร่อยาก" (อัสสาทะ) เป็นการเกื้อกูล วนแคบอยู่แค่กับคนๆเดียว หรือเกื้อกูลแก่กันและกันอยู่แค่ "คน ๒ คน""




ความรัก มิติที่ ๑ นี้ จึงเรียกว่า "กามนิยม" หรือ "เมถุนนิยม"




หากใครยังกำจัดกิเลสของตนให้ลด "ความเห็นแก่ตัว" ที่เผื่อแผ่แก่กันและกันอยู่แค่คน ๒ คนนี้ ไม่ได้ เมื่อได้ก่อกรรม ผูกเวรขึ้น มีคู่จนเป็นภาระแท้จริงเสียแล้ว ก็ควรจะต้องเมตตา หรือปรารถนาดี แก่คู่ของตนบ้าง ควรจะต้อง พากเพียร แบ่งใจ แบ่งพลังงาน แบ่งเวลา แบ่งทุนรอน เอื้อเฟื้อ เกื้อกูล เสียสละให้คู่ของตน ควรจะต้องรับผิดชอบ ตามหน้าที่อันสมควร มิเช่นนั้น ก็จะได้ชื่อว่า ยิ่งต่ำเพราะเลวซ้ำเลวซ้อน




แต่นั่นแหละ อย่างไรมันก็เป็นความแคบ "ความรัก" อื่น ที่ประเสริฐกว่านี้ ยังมีอีกมาก ควรศึกษาเสริมสร้างความรัก ที่เป็นคุณค่าประโยชน์ เกื้อกูลต่อผู้อื่น พลังงานและเวลา แม้แต่ ทุนรอน ทรัพย์วัตถุ โดยเฉพาะจิตใจ ซึ่งคนอื่นๆ อีกมากหลาย ในโลกที่ควรได้ประโยชน์




"ความรัก" ไม่ใช่เรื่องแค่ "คน ๒ คน" เท่านั้นแน่ๆ ที่เราจะเกื้อกูลแบ่งใจแบ่งชีวิต แบ่งพลังงาน แบ่งเวลา แบ่งทุนรอน เอื้อเฟื้อ เผื่อแผ่ หรือเสียสละให้ เพราะผู้อื่นมีอีกมากมายในโลก ที่เราจะ เอื้อมเอื้อ เกื้อกว้าง ออกไป จากตัวจากตน ที่เป็นวงแคบเพียง ๒ คน หากได้ศึกษาพุทธธรรม ถึงขั้นโลกุตระ ประพฤติตน ให้บรรลุมรรคผล ดีขึ้นสูงขึ้น ลดกามลดกิเลส ที่ทำให้เห็นแก่ตัวอยู่ ออกไปได้อีก มากเท่าใดๆ "ความรัก" ก็จะเป็น "ความเกื้อกูลเสียสละ" ที่เจริญงอกงาม ไปสู่ความประเสริฐ ยิ่งๆ ขึ้น เท่านั้นๆ


หากใครสามารถลดความสูญเสียพลังงาน ทั้งพลังกาย พลังใจ ลดความสูญเสียเวลา ลดความสูญเสีย ทุนรอน เพื่อความรัก มิติที่ ๑ นี้ลงได้มากเท่าใดๆ หรือที่สุด ไม่ต้องสูญเสียอะไร เพื่อความรักมิตินี้เลย ก็นั่นแหละคือ ความหลุดพ้นจาก "ความรัก มิติที่ ๑" นี้สำเร็จ

ติดตามตอนต่อไป

วันเสาร์ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

ความรัก 10 มิติ



ความรัก คือ อาการทางจิตชนิดหนึ่ง อาการนั้นได้แก่ "อาการชอบใจผสมความยินดี" ถ้าหากชอบ ถึงขั้นผูกพัน ก็เป็นความติดยึด นั่นคือ เริ่มเห็นแก่ตัว และถ้าหากติดยึด ถึงขั้นดูดดึงเข้ามา เป็นของตัว ของตน เท่าใดๆ ก็เป็นความเห็น แก่ตัวมากขึ้นเท่านั้นๆ ที่สุดหากถึงขนาด ดึงดูดมาเพื่อตัวเอง แต่ผู้เดียว และหวงแหน ไม่เผื่อแผ่ให้ใคร ความรักที่มีลักษณะปานฉะนี้ ก็คือ "ความเห็นแก่ตัว" สุดๆ เต็มๆ แล้วนั่นเอง




แต่ถ้าหาก "อาการชอบใจผสมความยินดี" นั้น ลดความเห็นแก่ตัว ลดความหลงใหลคลั่งไคล้ ลดความหวงแหน ลดความดูดดึง ความติดยึด ความผูกพันลงไปๆ ตามลำดับ คุณค่าของความรัก ก็จะสูงขึ้นๆๆ และถ้าหากผู้ใด สามารถลดอาการ ดังกล่าวนี้ด้วย และทั้งตน ก็สามารถเสริมสร้าง ความเสียสละ เกื้อกูลช่วยเหลือ เผื่อแผ่ออกไป แก่ผู้อื่นให้พ้นทุกข์ ได้กว้าง ได้ลึกซึ้ง สูงส่งครบคุณภาพ และปริมาณ มากขึ้นๆ อีกด้วย ก็ยิ่งเป็นความรัก ที่ประเสริฐ มีคุณค่าสูง มีประโยชน์มากยิ่งๆขึ้น




คนที่มีอาการชอบใจผสมความยินดีแต่เฉพาะตัวเอง มีแต่ความปรารถนามาให้แก่ตน ไม่มีแก่คนอื่นเลย คนชนิดนี้คือ คนผู้มีแต่ "ความเห็นแก่ตัว" ถ่ายเดียว จึงเท่ากับ คนที่ไม่มี "ความรัก" เลย เพราะ "เห็นแต่แก่ตัวเอง" เป็นคนที่มีแต่ "ตัวเอง" หรือมีแต่ "อัตตา" แท้ๆ เท่านั้น เต็มๆ โดดๆ เดี่ยวๆ หนึ่งเดียว ไม่มีอื่นเลย จึงไม่ใช่ "ความรัก"




หนึ่งเดียวเป็น "ความรัก" ไม่ได้ "ความรัก" ต้องมีสองขึ้นไป ยิ่งเผื่อแผ่กว้าง มากกว่าสอง ทวีมากขึ้นเท่าใดๆ ก็ยิ่งเป็น "ความรัก" ที่ประเสริฐยิ่งๆ ขึ้น เท่านั้นๆ

"อวิชชา" หรือ "กิเลส" มักจะทำให้คน "เห็นผิด" ไปว่า ความรัก คือ ความผูกพันไม่ห่างเหิน ความหวงแหน เพื่อตัว เพื่อตน ความติดยึด ไม่ปล่อยไม่วาง ความดูดดึง ให้เหนียวให้แน่น ความเห็นแก่ตัว ให้แคบ ให้จัดจ้าน ความหลงใหลคลั่งไคล้ ปรารถนาเป็นของตัวของตน หากใครมีอาการผูกพัน .. หวงแหน ..ติดยึด .. ดูดดึง .. เห็นแก่ตัว และหลงใหล คลั่งไคล้ ปรารถนาเป็นของตัวของตน ได้มาก ได้หนัก ได้แน่น ได้แรง ยิ่งๆ เพียงใดๆ ก็คือผู้ "มากไปด้วยความรัก" หรือผู้มี "ความรัก" ที่น่าเชิดชูยกย่อง เลิศลอยเพียงนั้นๆ






แท้จริงแล้ว อาการดังกล่าวนั้น มิใช่ "ความรัก" เลย "เห็นผิด" (มิจฉาทิฏฐิ) กันไปชนิดตรงกันข้ามทีเดียว มันเป็น "ความโลภ" ต่างหาก ซึ่งโลภจัดชัดแจ้ง ยิ่งแรงยิ่งเป็น "ตัวกูของกู" (อัตตา,อัตตนียา)

ตามสารสัจจะที่ถูกต้องนั้น ความรักไม่ใช่ความชั่ว ที่มีลักษณะ "เห็นแก่ตัว" ความรักเป็นความดี ที่มีลักษณะ "เมตตา หรือ ปรารถนาให้ผู้อื่นได้สุข" ความรักมิใช่ลักษณะของ "ความเป็นอัตตา หรือ อัตตนียา" ที่มีลักษณะแคบ เพื่อตัวกูของกู โดยเนื้อแท้แก่นจริงแล้ว "ความรัก" มีลักษณะ ตรงกันข้ามกับ "อัตตา หรือ อัตตนียา" ด้วยซ้ำ ความรักที่สูงส่ง ที่ประเสริฐยิ่ง มีคุณลักษณะ ถอดตัวถอดตน สู่ "ความเป็นอนัตตา" ยิ่งมีอาการเอื้อมเอื้อ เผื่อแผ่ออกไป จากตัวจากตน จนหมดตัว หมดตน นั่นแหละ จึงจะเป็นความรัก ที่วิเศษสุด ความรักตามสัจจะนั้น ทวนกระแสกับอัตตา ความรักไม่ใช่ลักษณะ "เอกพจน์ หรือ เอกเทศ" แต่มีลักษณะ "พหุพจน์ หรือ พหุภาค" "ความรัก" ไม่ใช่ "ความโลภ" ที่จะกอบโกย เข้ามาหาตน เข้ามาบำเรอตน หรือ มีแต่แคบเข้ามา เป็นตนเป็นตัวเอง แต่เป็น "ความเผื่อแผ่ เอื้อเฟื้อ เกื้อกูล" ออกไปหาผู้อื่นมากขึ้น ยิ่งขยายกว้างขึ้นๆ ก็ยิ่งเป็นความรัก ที่ประเสริฐ สูงส่งยิ่งๆ ขึ้น

ขอยืนยันว่า โดยสัจจะนั้น "ความรัก" ไม่ใช่ "ความเห็นแก่ตัว" "ความเห็นแก่ตัว" จึงไม่ใช่ "ความรัก"

เพราะ "ความเห็นแก่ตัว" ก็ประกาศลักษณะของ มันเอง อยู่ชัดๆโต้งๆ ว่า เป็น "กิเลสโลภมาให้แก่ตน"




คนที่กล่าวว่า "ความรักคือความเห็นแก่ตัว" นั้น กล่าวผิด อวิชชา หรือกิเลสต่างหาก พาให้เขากล่าวเช่นนั้น "ความรัก" ที่แท้ที่บริสุทธิ์จริง ไม่ใช่ "ความเห็นแก่ตัว" เลย ทว่าเป็น "ความเมตตา หรือปรารถนา ให้ผู้อื่น ได้สุข" เป็น "ความภาคภูมิที่พากเพียร ขยันเอื้อเฟื้อเกื้อกูล เสียสละต่อผู้อื่น" เป็น "อาการเอื้อมเอื้อ เผื่อแผ่ออกไป จากตัวจากตน" จนกระทั่ง "หมดตัว หมดตน" นั่นต่างหาก จึงจะเป็นความรัก ที่วิเศษสูงสุด






สรุป ความรัก คือ อาการชอบใจผสมความยินดี ที่พร้อมกับมีความปรารถนาดี อย่างสัมมาทิฏฐิ หากใคร ปฏิบัติพัฒนา "อาการชอบใจ ผสมความยินดี ที่ไม่เห็นแก่ตัวเลย มีแต่เต็มไปด้วยความเมตตา หรือ ปรารถนา ให้ผู้อื่นได้สุข" หรือ "มีแต่ความเผื่อแผ่ของตน เสียสละแก่ผู้อื่น" ให้เจริญสูงสุด จนเกิดจริง เป็นจริง ได้เท่าใดๆ ผู้นั้นก็คือ ผู้ได้สร้าง "ความรัก" ที่ใหญ่ยิ่ง ประเสริฐสุดๆ เท่านั้นๆ


ผู้มี "ความรัก" ประเสริฐที่สุด สูงที่สุด จึงได้แก่ ผู้ที่ หมดตัวตน ชนิดไม่มีกิเลสถึงขั้น สิ้นอาสวะ เห็นแก่ผู้อื่น ด้วยความบริสุทธิ์ใจ เสียสละเกื้อกูล


ช่วยเหลือเผื่อแผ่ ออกไปให้ผู้อื่น อยู่อย่างภูมิใจ สุขใจ และยืนยาว หาประมาณมิได้ และเต็มไปด้วย ความปรารถนาดี ที่ตัวเรา จะได้เป็นประโยชน์แก่ผู้อื่น ให้มากๆให้ยิ่งๆ ให้กว้างที่สุด เท่าที่จะให้ได้


ติดตามตอนต่อไป

12 สัญญาณว่ามีการเกี้ยวพาราสีในที่ทำงาน...เกิดขึ้นแล้ว


...เห็นกันทุกวัน เพราะทำงานที่เดียวกัน คงมีบ้างนะที่มองไปมองมา สายตาก็จ้องมองกัน รู้สึกเสียวซ่านหัวใจในออฟฟิศหรือสำนักงานนี่แหละท่าน เป็นบ่อเกิดสร้างคู่รักมานักต่อนักแล้ว...




เมอร์ลินเลยได้ที นำเรื่องรักๆ ใคร่ๆ ในสำนักงานมาโซ้ยซะเลย นัยว่ายังไม่ทันมีใครมายุก็ขอจุดประทัด ด้วยความปรารถนาดีแต่ประสงค์ร้ายให้ผู้คนหวั่นไหวเล่น ด้วยความเพลิดเพลินเจริญใจใน 12 สัญญาณว่ามีการเกี้ยวพาราสีในที่ทำงาน...เกิดขึ้นแล้ว (12 Signs of an office flirtation) บอกว่า ถ้าฝ่ายหญิงถูกจีบ มักแสดงอาการดีใจจนเนื้อเต้น และเก็บไว้ไม่ ค่อยอยู่นักหรอก แหม... ปูนนี้แล้ว ยังอุตส่าห์มีคนมาติดพัน มันใช่ย่อยซะที่ไหน แล้วงี้จะไม่ให้ ระริกระรี้ หน้าบานเป็นดอกทานตะวันได้ไงจ๊ะ ความรักกับผู้หญิงน่ะ เป็นของคู่กันอยู่แล้ว แต่อย่าเจอกรณี มีลูกกวนตัว มีผัวกวนตีน ก็แล้วกัน เดี๋ยวหัวใจฟกช้ำดำเขียวไปซะก่อน เมอร์ลินงี้อยากให้ดอกรักได้มีโอกาสฟูมฟักให้บานนานๆ อย่ารักง่ายหน่ายเร็วนักเลย ว่าแล้วก็เลี้ยวกลับมาเข้าเรื่องสัญญาณแต่ไม่ใช่สัญญา ที่ฝ่ายหญิงแสดงออก เมื่ออยากให้ใครมารักหรือตกหลุมรักโป๊ะเชะ มีตั้งแต่




1. ชอบเล่นผมของตัวเอง ในลักษณะของคนใจลอยบ่อยๆ หรือไม่งั้น ถ้ารู้ว่าคนที่เธอสนใจกำลังเดินผ่านมา หล่อนจะจัดแจงแต่งผมให้ได้รูปได้ทรง ยังไงซะ ผู้หญิงย่อมรักสวยรักงามวันยังค่ำ แล้ว " ความสวยความงาม" ก็ดันเป็นเสน่ห์ดึ๋งดั๋งเสียด้วยนะ ไปถามดูเถิดว่า ผู้ชายร้อยทั้งร้อยชอบคนงามหน้าตาจิ้มลิ้มหรือเปล่า ? หากยิ่งเซ็กซี่ด้วย ก็ยิ่งน่าเสียวไส้




2. จะอารมณ์ดีม้าก มาก ถ้าสืบได้ว่า ฝ่ายที่ตามจีบเธอยังเป็นโสด อย่างน้อย หนูก็ยังอยากเป็นเบอร์ 1 ไม่อยากกินน้ำใต้ศอกของใคร แถมเผลอๆ เดี๋ยวได้น้ำตาตกในละก้อ ขืนเจอโชคสองชั้นอย่างงี้ อย่าเจอกันเลยดีกว่า ใครว่า เลือกแฟนก็เหมือนซื้อลอตเตอรี่ก็ใช่ แต่โอกาสถูกเจ๋งเป๋งน้อยกว่ากันเยอะ เปรียบเทียบกันไม่ได้หรอกหนู




3. ใช้ภาษาท่าทางส่ออาการว่าอยากมีรักอย่างเปิดเผย เช่น ถ้าชอบก็เชื้อเชิญอีกฝ่ายด้วยการจับมือถือแขน ทำตัว สนิทสนม หรือถ้ากล้ามาก บางคนเล่นใส่เสื้อคอเว้า หวังโชว์ เนินอกก็มี เรื่องโชว์ ขอให้บอกเหอะ เพราะกลัวไม่ได้โชว์ มากกว่า... ใช่ไหมล้า




4. มักเดินผ่านหวานใจให้เห็นกันทุกวี่ทุกวัน ถ้าไม่ชอบแล้วจะพยายามขนาดนี้รึ




5. ถ้าคุยกันต่อหน้าคนอื่นไม่ได้ ก็ใช้วิธีส่งอีเมล์กันเหมือนในเรื่องบริดเจท โจนส์ไดอารี่ นั่นแหละ เห็นนั่งหน้าจอคอมฯทั้งวันทั้งคืน บางทีไม่ใช่ขยันทำงานอะไรหรอก แต่พะวงเรื่องอื่นน่ะสิไม่ว่า




6. ถ้าว่างพร้อมกัน ก็ทานข้าวด้วยกัน แล้วอย่าหาว่ามัวแต่จีบกันอยู่นั่น...ไม่ได้นะ เพราะทั้งคู่กำลังเสริมสร้างความเข้าใจ ให้สอดคล้องต่างหาก คนอื่นก็อย่าอิจฉาตาร้อนกันนักเลย เป็นคนขี้อิจฉาไม่น่ารักนะเจ้าคะ




7. ก็ในเมื่อสนิท จะไปไหนมาไหน ก็มักไปด้วยกันหากโอกาสอำนวย อันเรื่องไปไหนมาไหนกับใครๆ เนี่ยนะ แม้แต่เพื่อนก็ยังไปไหนไปกัน ไม่ได้เป็นความสัมพันธ์เฉพาะคนรักกันซะหน่อย ถ้าจะจับผิดก็ควรแยกแยะซะก่อน




8. อยากรู้เรื่องของอีกฝ่ายชนิดทุกซอกทุกมุม เผื่อไว้เป็นข้อมูลพื้นฐานหรือเดตา เบส ก่อนจะคบหากันให้ลึกซึ้งต่อไปก็ได้นี่ ดีซะอีกจะได้วัดกันไปเลยว่า เมื่อคบกันไปนานๆ ไอ้ที่เขาเคยพูดงั้นงี้มันจริงหรือว่าโกหกทั้งเพ




9. ต่างฝ่ายต่างชอบพูดถึงกัน ให้บรรดาซี้ซั้ว เอ้ย เพื่อนซี้ฟัง




10. บางคนพอมีความรักในที่ทำงานจะฮึดขยันขันแข็งขึ้นได้อย่างเหลือเชื่อ แต่บางคู่กลับตรงข้าม ยิ่งรักยิ่งกัดก็มี เรื่องพรรณนี้ มันอยู่ที่ลมเพลมพัด วันไหนดีก็ดีใจหาย วันไหนร้าย แม่มดเจอกับอสูรกายไงงั้น




11. โต๊ะทำงานเริ่มเป็นระเบียบเรียบร้อย ไม่เลอะเทอะอีกต่อไป บอกเป็นนัยๆ นะว่า อีกหน่อยเป็นแม่บ้านแสนประเสริฐได้




12. มีขนมนมเนยที่โต๊ะทำงาน ไว้คอยรับแขกสำคัญ ถ้าไม่ใช่หวานใจฉัน อย่ามาหยิบนะเฟ้ย รู้ซะบ้างว่าไผเป็นไผ

วันอาทิตย์ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

พระอาจารย์จวน กุลเชฎโฐ พบเปรตสองพี่น้อง

พระอาจารย์จวน กุลเชฎโฐ พบเปรตสองพี่น้อง
อกุศลกรรม คือกรรมชั่วที่กระทำอย่างซ้ำซากจำเจจนเคยชิน กระทำเป็นอาจิณโดยเจตนาครบถ้วนทั้ง กาย วาจา ใจ และไม่เคยมีสำนึกถึงความผิดชอบชั่วดีใด ๆ ทั้งสิ้นต่อการกระทำของตน ผลแห่งอกุศลกรรมนั้นย่อมรุนแรงเกรี้ยวกราดจนยากจะทิ้งช่วงระยะเวลาของการรับผลกรรมได้ ดังเช่นเรื่องราวที่ พระคุณเจ้าพระอาจารย์จวน กุลเชฎโฐ ผู้ซึ่งละสังขารไปแล้วได้เผชิญมา
ปีพ.ศ.2506
พระอาจารย์จวน กุลเชฎโฐ มีพรรษา 21 ท่านได้เดินทางไปยังเขาภูสิงห์ อยู่ในเขตอำเภอบึงกาฬ ท่านได้พบสถานที่สัปปายะซึ่งเหมาะสมต่อการบำเพ็ญเพียรเป็นอย่างยิ่งแห่งหนึ่ง เป็นภูเขาลูกย่อม ๆ อยู่ระหว่างภูสิงห์ใหญ่และภูทอกใหญ่ เรียกกันว่าภูสิงห์น้อยหรือภูกิ่ว
ครั้งแรกพระอาจารย์จวนท่านปักกลดอยู่ใต้ต้นไม้ พิจารณาตรวจดูสถานที่แล้วเป็นที่วิเวกน่าพอใจอย่างยิ่ง มีน้ำซับตามธรรมชาติไหลตลอดปี จึงตกลงใจจะพำนักปฏิบัติธรรมอยู่ที่นี่ ญาติโยมจากบ้านนาสะแบงกับบ้านนาคำภูมาช่วยปลูกกุฏิกระต๊อบยกพื้นเป็นเสนาสนะเป็นหย่อมๆ พอได้อาศัย พากเพียรบำเพ็ญธรรม
ในพรรษานั้น พระอาจารย์จวนได้ตกลงจำพรรษาที่กุฏิสิงห์น้อย มีพระจำพรรษาด้วย 1 รูป คือพระอาจารย์สอน อุตตรปญโญ มีเณร 1 รูป และผ้าขาวเฒ่า 1 คน แต่ท่านแยกกันอยู่ในเสนาสนะเล็ก ๆ ต่างปรารภความเพียรกันอย่างยิ่งยวด ค้นคว้าพิจารณากรรมฐานของตนพิจารณากายคตานุสติมิให้พลั้งเผลอตลอดกาลพรรษา
ณ ที่นี้ พระอาจารย์จวนได้พบกับเหตุการณ์ที่ปรากฎชี้ชัดให้เห็นเรื่อง “กรรม” อย่างไม่มีข้อข้องใจสงสัย
วันหนึ่งเวลาโพล้เพล้ใกล้ค่ำ ขณะที่พระอาจารย์จวนกำลังเดินจงกรม โดยกำหนดจิตภาวนาบริกรรมไปโดยตลอด ท่านก็ได้กลิ่นเหม็นเน่าอย่างหนึ่งชอนเข้าจมูก มันเป็นกลิ่นเหม็นเน่าที่ไม่ใช่จากซากสัตว์น้อยใหญ่ชนิดใดชนิดหนึ่ง ท่านจึงตั้งวิตกถามจิตขึ้นดูว่า เหม็นอะไรนี่
จิตตอบว่า นี่เป็นกลิ่นเปรต เหม็นเปรต
พระอาจารย์จวนก็เลยตั้งจิตแผ่อุทิศส่วนบุญส่วนกุศล ให้กับเปรตนั้นไป กลิ่นเหม็นนั้นก็หายไป
ตอนเช้าหลังกลับจากบิณฑบาตลงสู่โรงฉัน พระอาจารย์จวนสนทนากับพระอาจารย์สอน พระอาจารย์สอนก็ได้กลิ่นเหม็นเช่นกัน และเมื่อตั้งจิตถามดู จิตก็ตอบว่าเป็นกลิ่นเปรต ครั้นแผ่เมตตาอุทิศส่วนบุญกุศลให้เขาไป กลิ่นเหม็นประหลาดนั้นก็หายไปอีกเช่นกัน
คืนนั้น……ขณะที่พระอาจารย์จวนกำหนดจิตเข้าสู่สมาธิ ท่านก็ได้นิมิตเห็นเปรต 2 ตน นั่งคู่อยู่ด้วยกันบนหญ้าผาภูสิงห์น้อย เป็นเปรตผู้หญิงทั้งคู่ มีแต่ผ้านุ่ง ท่อนบนไม่มีเสื้อผ้าสวมใส่ เปลือยตลอด ปล่อยผมยาวรุงรังมีผิวดำคล้ำเศร้าหมองเป็นที่น่าเวทนายิ่ง ท่านจึงถามเปรต 2 ตนนั้นว่า
“ท่านเป็นอะไร ทำไมมาอยู่ที่นี่”
เปรตหญิง 2 ตนนั้นตอบว่า “พวกข้าเป็นเปรตอยู่ที่ภูสิงห์นี่”
“เป็นเปรตมานานแล้ว”
“ทำกรรมอันใดไว้ จึงต้องมาเป็นเปรตเช่นนี้”
เปรตหญิง 2 ตน ก็เล่าให้ฟังว่า เมื่อครั้งที่เกิดในชาติของมนุษย์ ทั้งสองได้เอาฝักรังไหมซึ่งมีตัวอ่อนอยู่ข้างในมาต้มในน้ำเดือดเพื่อสาวเอาใยไหมมาทอเป็นผ้า ทำกันมานานจนไม่รู้ว่าได้ฆ่าตัวไหมไปมากมายเท่าไหร่ ด้วยบุพกรรมคือบาปอันนี้ เมื่อตายจากชาติมนุษย์จึงมาเกิดเป็นเปรตมีแต่ผ้านุ่ง ผ่าปกกายไม่มี
พระอาจารย์จวนถามต่อไปอีกว่า พวกท่านเมื่อเป็นมนุษย์มีชื่อว่าอะไร เปรตหญิงตอบว่า ทั้งสองตนเป็นพี่น้องร่วมท้องพ่อแม่เดียวกัน คนพี่ชื่อ “ทา” น้องสาวชื่อ “สี” ได้รายละเอียดเพียงเท่านี้ พระอาจารย์จวนก็ออกมาจากนิมิต และด้วยนิมิตนี้ทำให้ท่านพิจารณาเห็นจริงว่าการฆ่าสัตว์ทำลายสัตว์เป็นบาปจริง ๆ และบาปนี้คือตัว “กรรม” ที่ส่งผลให้มาเป็นเปรตได้รับความทุกข์ทรมานอย่างน่าสลดใจยิ่ง
“กรรม” ที่ “ทา” กับ “สี” ร่วมกระทำการเบียดเบียนชีวิตของผู้อื่นเป็นอาจิณกระทั่งเป็น “อกุศลกรรม” กองใหญ่ ย่อมมีพลังหนักหน่วงในอันที่จะน้อมนำให้คนทั้งสองมีที่หมายคือ ภพชาติอันเป็นทุกข์แน่นอนอยู่แล้ว และถ้าพี่น้องสองคนนี้ยังมีจิตใจแข็งกระด้างประกอบเข้าไปด้วยอีก กล่าวคือมิได้เลื่อมใสในการบุญ การกุศล มีความตระหนี่เสียดายต่อการบริจาคทานจิตถูกกิเลสห้อมล้อมให้มัวเมากับความโลภอยู่ตลอดเวลา จึงเท่ากับพี่น้องสองคนห่างไกลจากกระแสแห่งคุณความดีหนักเข้าไปอีก
ความเข้มข้นของอกุศลกรรมแห่งตน จึงไม่มีความเจือจางลงไปได้เลย ความเกรี้ยวกราดของอกุศลกรรมนั้นจึงมีพลานุภาพเต็มพิกัด และแสดงผลอย่างเต็มที่
ดังนั้น เมื่อสิ้นชีวิต สิ้นภพชาติจากโลกมนุษย์ จึงไปผุดเกิดในอัตภาพอันเป็นทุกข์ทันที ต้องไปรับผลแห่งกรรมของตนอย่างน่าสลดสังเวช ดังเช่นท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฎโฐ ได้สัมผัสรับรู้ดังกล่าวมาแล้ว