วันอาทิตย์ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2552
ความรัก มิติที่ ๗ เทวนิยม
ซึ่งมุ่งหมายเข้าหาความดีงามทางนามธรรมมากขึ้น โดยนับถือว่า มี "พระเจ้า" เป็นอำนาจหลัก แห่งคุณงามความดี และ เป็นอำนาจที่ยิ่งใหญ่ที่สุด กว่าสิ่งใดๆทั้งปวง ทุกคนมุ่งมั่น สร้างแต่ความดีงาม หากใครทำแต่ความดี ไม่ทำความชั่วแล้ว จะได้ไปอยู่กับพระเจ้า ดังนั้น ทุกคนจึงต้องมีความรักในพระเจ้า และ ทำตนให้มีความรัก ดุจเดียวกับพระเจ้า ผู้ทรงรักทุกสิ่งทุกอย่าง
เป็นการฝึกตนให้เป็นคนดี ตั้งหน้าตั้งตากระทำแต่ความดีงาม ตนจะต้องทิ้งความไม่ดีทั้งมวล หยุดความไม่ดีทั้งปวง ให้หมด พยายามไม่โลภ ไม่โกรธ ไม่เห็นแก่ตัว ไม่ขี้เกียจ อดทน บุกบั่น มีเมตตามหาศาล แผ่ไปทุกทิศ ต้องเป็นคนเสียสละ เพื่อมวลมนุษย์ทั้งโลกให้ถ้วนทั่ว
เป็นการมุ่งฝึกฝนตนให้ดีเป็นที่ตั้ง อะไรไม่ดีไม่ทำ ละทิ้ง ความไม่ดีแบบไม่ต้องใส่ใจเลย มีแต่มุ่งมั่น เข้าหาความดี เท่าที่จะสามารถ ส่วนเรื่องความชั่ว ก็เพียงละเว้นความชั่ว ความไม่ดี ไม่งามทั้งมวล ให้ได้ด้วยความอดกลั้น ด้วยการทิ้งมันไปดื้อๆ หรือจงละลืมไปให้สนิท ไม่รับรู้เป็นดีสุด ให้เอาจริงเอาจัง อยู่กับการอุตสาหะวิริยะ ทำแต่คุณงามความดี อย่างทุ่มโถมทีเดียว ส่วน "ความไม่ดี" นั้น ผู้มีลัทธิ "พระเจ้า" จะไม่ค่อยสนใจ ไม่ใส่ใจเรียนรู้ ให้ทะลุปรุโปร่งเหมือนพุทธศาสนา ไม่มีการเจาะลึก เข้าไปหา "หัวใจ" ความไม่ดี แล้ว "ทำลายหัวใจความไม่ดี" นั้นๆ ให้ดับสูญเด็ดขาด แบบศาสนาพุทธ
จะภาคภูมิดีใจอิ่มเอมใจที่ได้ทำดี โดยมีคติแน่วแน่ว่า "ทำดีแล้วจะได้ไปอยู่กับพระเจ้า ในสรวงสวรรค์ นิรันดร" ความเป็น"พระเจ้า"ก็ดี ความมี"สรวงสวรรค์นิรันดร" ก็ดี เหล่านี้เป็นสภาพที่ยังเป็นภพเป็นชาติ เป็น "อัตตา" หรือ "อาตมัน" สำหรับ "พระเจ้า" ก็เรียกว่า "ปรมาตมัน" สรวงสวรรค์ ก็คือ "ภพ" คือ "ดินแดนแห่งพระเจ้า"
เป็นความรักที่นับว่ามีคุณค่ามหาศาล เพราะรักมวลชนทุกคน ใครทุกข์พยายามช่วยให้ได้ทั้งหมด แม้ที่สุด ตัวเองจะตาย ก็ยอม อย่างเช่น พระศาสดาของศาสนา ที่นับถือพระเจ้ามากมาย เช่น พระเยซู แห่งคริสต์ศาสนา พระโซโรเอสเตอร์ แห่งศาสนาโซโรเอสเตอร์ พระบาฮาอุลลาห์ แห่งศาสนาบาไฮ แม้แต่คุรุนานัก แห่งศาสนาซิกส์ ล้วนแต่นักเสียสละชั้นยอด เสียสละ กระทั่งชีวิตกันแทบทั้งนั้น
ซึ่งล้วนเป็นศาสนาที่บูชายึดถือ "พระเจ้า" ยึดถือ "God" เป็นความรักที่จัดอยู่ในลักษณะ "เทวนิยม" ซึ่งเป็นลัทธิบูชา "ปรมาตมัน" หรือ "พระวิญญาณยิ่งใหญ่" และไม่ได้ศึกษา เจาะลึกเข้าไป ในความเป็น "อัตตา" หรือ "ปรมาตมัน" กันอย่างละเอียด เฉพาะอย่างยิ่ง จะยังไม่รู้เรื่องของ "อนัตตา" เลย แต่ก็เป็น ศาสนาที่เต็มไปด้วย "พลังสร้างสรรค์" ช่วยมนุษยชาติไว้ได้อย่างมากมาย เพียงแต่ว่า ไม่มีทางหมดสิ้น "อัตตา" เพราะไม่ได้ศึกษาความเป็น "อัตตา" ทั้งของ "กิเลส" และของ "พระเจ้า"
เป็นศาสนาที่ทั้งมุ่งทั้งมั่นไปสู่ "ภพชาติ" แห่งความเป็น "พระเจ้า" ซึ่งเน้นสอนเน้นทำกันแต่ในฝ่าย "คุณงามความดี" เพื่อ มวลมนุษยชาติ อย่างเอาจริงเอาจัง ทุกพลังแห่งจิตวิญญาณ จึงล้วนผนึกแน่น เข้าเป็นหนึ่งเดียวกับ "พระเจ้า" ความเป็น "พระเจ้า" ของศาสนาแบบ "เทวนิยม" จึงเป็น "อัตตา" ที่ใหญ่ยิ่ง ที่เรียกว่า "ปรมาตมัน" ก็ถูกต้องที่สุด "พระเจ้า" คือ "ปรมาตมัน" ที่นิรันดร์อมตะ เป็น "อัตตา" หรือ "อาตมัน" ที่ไม่มีวันสูญสลาย ซึ่งตรงกันข้ามกับศาสนาพุทธ ที่รู้แจ้งแทงทะลุ "อัตตา" และสามารถปฏิบัติ เพื่อสู่ความเป็น "อนัตตา" ได้สำเร็จ เป็นที่สุด
จุดนี้แหละที่สำคัญยิ่งนัก เพราะเป็นจุดต่าง ระหว่างศาสนาที่เป็น "เทวนิยม" กับศาสนาที่เป็น "อเทวนิยม"
กล่าวคือ ศาสนาพุทธ ซึ่งเป็นศาสนาแบบ "อเทวนิยม" นั้น ศึกษาความเป็น "อัตตา" หรือ "อาตมัน" ของจิตวิญญาณ อย่างละเอียดครบหมด ทั้ง "อัตตา" ที่เป็น "อัตตา" ของ "ผีนรก หรือซาตาน" ซึ่งเป็นอำนาจฝ่ายเลวร้าย ไม่ดีไม่งาม และทั้ง "อัตตา" ของ"พระเจ้า" ซึ่งเป็นอำนาจฝ่ายดีงาม มีคุณค่าประโยชน์
ที่สำคัญยิ่งก็คือ ศาสนาแบบ "เทวนิยม" ต่างก็หันหน้าเข้า หา "พระเจ้า" ปฏิบัติแต่สิ่งส่วนที่ดีงาม ให้ยิ่งๆ เพื่อถวายพระเจ้า แต่พุทธที่เป็นศาสนาแบบ "อเทวนิยม" นั้น กลับหันหน้าเข้าหา "ผีนรกหรือซาตาน" แล้วปฏิบัติการ อย่างแม่นมั่น คมชัดเข้าไปจับ "ตัวตน" (อัตตา) ของ "ผีนรกหรือซาตาน" และแล้ว ก็เจาะลึก เข้าไปให้ถึง "หัวใจของผีนรกซาตาน" แล้วจัดการทำลาย "หัวใจ" ของมันให้ดับสลาย ตายสนิท ชนิดสิ้นสูญ จึงเป็นการ "ดับตัวตน" ของ ผีนรกซาตานอย่างเด็ดขาด ไม่เหลือตัวตน (อนัตตา) อีกเลย
"ผีนรกหรือซาตาน" ก็คือ "ตัวชั่วร้ายเลวทราม" หรือ "ตัวทุกขอาริยสัจ" นั่นเอง และ "หัวใจ"ของมันก็คือ" ตัวเหตุแห่งทุกข์" หรือคือ "กิเลส-ตัณหา-อุปาทาน" ซึ่งอยู่ใน "จิต" ของคน
เพราะพุทธเห็นว่า หากปล่อยให้ "ผีนรกซาตาน" หรือ "ตัวชั่วร้ายเลวทราม" มีอำนาจอยู่กับเรา แม้จะเพียง ๑ นาที มันก็นำพาเราไปชั่วร้ายเลวทราม ๑ นาที ขืนให้มันอยู่กับเรานานไปอีก เท่าใดๆ เป็น ๕ นาที เป็นชั่วโมง เป็นวันเป็นปี ก็ยิ่งพาเราเลวร้ายชั่วทราม ไปนานเท่านั้นๆ ต้องรีบจัดการกับเจ้า "ผีร้ายซาตาน" พวกนี้ให้ได้เสียก่อนจึงจะถูก เพราะเป็นเรื่องที่น่ากลัวยิ่งนัก
ส่วน "พระเจ้า" หรือ "ความดีงาม" นั้นจะอยู่กับเราไปกี่นาที หรืออยู่ไปอีกนานเท่าใด ก็ไม่ใช่เรื่องน่าตกใจ หรือน่ากลัวอะไร เพราะไม่ได้พาเราชั่วร้ายเลวทราม มีแต่จะพาเราดี เราเจริญ จึงไม่ใช่ความจำเป็นรีบด่วน ที่สำคัญกว่า กำจัด "ซาตาน" รีบด่วนกว่า
ดังนั้น ศาสนาพุทธจึงเป็นศาสนาเพ่งที่ "ทุกข์" เพ่งเจาะเข้าไปที่ กิเลส-ตัณหา-อุปาทาน อันเป็น "เหตุแห่งความชั่วร้าย" หรือ "เหตุแห่งทุกข์" กันเป็นแก่นเป็นแกนหลัก พูดกันวิจัยกัน แต่เรื่องทุกข์ เรื่องตัวชั่วร้าย ที่จะพาทุกข์ มุ่งปฏิบัติการอยู่แต่ กับเรื่องของ "ตัวชั่วร้าย" ที่จะพาคนไปต่ำไปเลว ไปทำไม่ดี ไม่งาม
โดยสารสัจจะของศาสนาพุทธเป็นเช่นนี้ จึงมีพฤติภาพ ที่ไม่ชวนสำเริงสำราญ เพราะมุ่งมั่นอยู่แต่เรื่องทุกข์ เรื่องเหตุแห่งทุกข์ ซึ่งผู้ไม่รู้นัยสำคัญนี้ ก็พากันเพ่งโทษว่าเป็นศาสนา "ทุกขนิยม" หรือเป็นศาสนา ที่ไม่น่ารื่นรมย์ เพ่งอยู่แต่เรื่องหดหู่ใจ ผู้คนจึงไม่ค่อยนิยม เพราะไม่เหมือนศาสนาที่พูดกัน มุ่งพากันทำแต่เรื่องเหตุดีผลดี ซึ่งเป็นเรื่อง "พระเจ้า" ทั้งนั้น
ศาสนาที่มุ่งอยู่แต่กับ "ความดีงาม" เรื่อง "พระเจ้า" แต่ไม่นำพา หรือไม่เน้นถึงเรื่อง "ซาตาน-ความไม่ดีไม่งาม" เน้นเด่นสำคัญกันที่เรื่อง "ความดีงาม" ไม่นำเรื่อง "ไม่ดีไม่งาม" มาทำให้เสีย พฤติภาพ จึงเป็นศาสนาที่น่านิยม ชมชื่นชวนใจ
เมื่อไม่นำพาไม่ใส่ใจในฝ่าย "เหตุแห่งความไม่ดีไม่งาม" อันคือ กิเลส, ตัณหา, อุปาทานต่างๆ หรือ ความเป็น "ซาตาน" ความเป็น "ผีนรก" ซึ่งเป็น "สมุทัยแห่งความเลวร้าย หรือเหตุแห่งทุกข์" จึงได้แต่ "ปล่อยวาง" ไม่สนใจความทุกข์ ความเลวร้าย ทิ้งขว้างความเลวร้ายต่างๆ ไป ไม่เอาใจใส่เจ้าตัวพวกนั้น หรือ ไม่ต้องรู้เรื่องกิเลสต่างๆ ไม่ได้เรียนรู้ความเลวร้าย และเหตุหรือ "หัวใจ" แห่งความเลวร้ายให้ถ่องแท้ ทะลุปรุโปร่ง ไม่ได้ทำลายถูกตัวถูกตน ถูกหัวใจ ของเจ้าพวกความเลวร้ายพวกนี้ ให้สิ้นซาก ทั้งหยาบ กลาง ละเอียด
ซึ่งวิธีอย่างนี้ ก็เป็นวิธี "สมถะ" ธรรมดาๆ ที่ศาสนาส่วนใหญ่ทั้งหลายทั่วๆ ไป ก็ทำกันอย่างนี้ จึงเท่ากับ ปล่อยปละละเลย "ตัวเหตุแท้แห่งความไม่ดีไม่งาม" หรือกักเก็บ "เจ้าพวกตัวเลวร้ายเหล่านั้น ไว้ในก้นบึ้ง ของจิต" ไม่ให้มันขึ้นมาวุ่นวายกับตนเท่านั้น โดยไม่ได้จับได้ไล่ทัน "ตัวมัน" (อัตตา) และลดละ หรือ ทำลายมัน ให้ดับสนิทไปได้จริงจนเด็ดขาด
ศาสนาที่เป็น "เทวนิยม" ก็จะเป็นเช่นนี้ เป็นศาสนาที่เก่งกาจสามารถ ในการทำคุณงามความดี รักมวลมนุษยชาติ รักทุกสรรพสิ่ง เสียสละได้เก่งเยี่ยมเก่งยอด มุ่งมั่นในคุณภาพ ดังกล่าวนี้จริงจัง
ศาสนาเช่นนี้ จะมีอยู่นิรันดร์คู่ไปกับมวลมนุษยชาติในโลก เรียนรู้ได้ไม่ยากนัก หากปฏิบัติเอาจริง ก็สามารถ เป็นได้ ดีได้จริง จึงมีคุณค่าประโยชน์ต่อโลก ต่อมวลมนุษยชาติได้มาก และอยู่นาน นิรันดร์ทีเดียว
แต่..เพราะไม่ได้สงสัยไหวทันต่อความเป็น "อัตตา" (ตัวตน) หรือ "อาตมัน" (ตัวตน) จึงไม่ได้เอาจริง เอาจัง ในการค้นคว้า ศึกษาเรื่อง "อัตตา" (อาตมัน)
จึงไม่มีการศึกษาที่มีทฤษฎีและวิธีการเจาะเข้าค้นความจริงในเรื่อง "อัตตา" หรือ "อาตมัน" และ "ปรมาตมัน"
จึงไม่ได้เรียนรู้กันถึงความเป็น "ตัวตนของจิตวิญญาณ - ตัวตนของพระเจ้า - ตัวตนของกิเลส"
จึงไม่ได้ศึกษาอย่างละเอียดถูก "ตัวตน" ของกิเลส ของซาตาน ของจิตวิญญาณของพระเจ้า ชนิดรู้แจ้งรู้จริง
จึงไม่ได้เรียนรู้ถึงขั้นอภิธรรม อันจะต้องวิเคราะห์ "จิต-เจตสิก-รูป-นิพพาน" อย่างรู้แจ้งแทงทะลุ เป็นสัจธรรม สมบูรณ์
จึงไม่สามารถเข้าใจรอบถ้วนในความเป็น "อัตตา" หรือ "อาตมัน" และ "ปรมาตมัน"
จึงสนิทใจ.. "อัตตา" ก็ยิ่งเป็น "ตัวตน" ปรมาตมัน
และกลับจะมีแต่ยิ่งหลงยึดติดแน่นในความเป็น "อัตตา" หรือ "ตัวตน" ว่าเป็นยอดแห่งจิต ยอดแห่งวิญญาณ จนกระทั่ง ถึงขั้นเป็น "อัตตา หรือ อาตมันที่ยิ่งใหญ่สุดยิ่งใหญ่" จึงยิ่งทั้งแน่นผนึกเนียน ทั้งเนิ่นนาน นิรันดร์กาลเป็น "ปรมาตมัน" (ตัวตนยิ่งใหญ่สูงสุด) อยู่ตลอดไปกับคุณงามความดีให้แก่โลก
ดังนั้น ที่จะรู้แจ้งแทงทะลุในสภาพ "อนัตตา" (ไม่เหลือ ตัวตน, ไม่ใช่ตัวใช่ตน, ไม่มีตัวตน) จึงหมดโอกาส จึงไม่ใช่ทางที่จะหมด "ตัวตน" จนสามารถเข้าถึง "นิพพาน" ได้ แน่ยิ่งกว่าแน่
ซึ่งศาสนาที่ยังไม่มี "นิพพาน" เยี่ยงนี้ จะมีอยู่ในโลกเสมอ ไม่มีขาดสาย มีหลายลักษณะ หลายระดับ แห่งคุณค่าด้วย นับเป็นสุดยอดแห่งความรักฝ่ายโลกีย์ หรือฝ่าย "อัตตา"
ดังนั้น ความรัก มิติที่ ๗ นี้ จึงชื่อว่า "เทวนิยม" หรือ "ปรมาตมันนิยม"
ติดตามตอนต่อไป
วันเสาร์ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2552
ความรัก มิติที่ ๖ สากลนิยม
ความรัก มิติที่ ๖ สากลนิยม
มิติที่ ๖ คือ ความรักมวลมนุษยชาติทุกชาติทุกภาษา ที่เป็นมนุษย์ในโลก ไม่จำกัดเฉพาะ ในชาติของตน เท่านั้น ยิ่งเห็นได้ชัดว่า เป็นความรักความปรารถนาที่แผ่กว้างเกื้อกูลออกไป อย่างครบถ้วนสมบูรณ์ ในด้านรูปธรรม แห่งมวลมนุษย์ เพราะ เป็นความรัก ที่เผื่อแผ่ต่อมนุษยชาติไปทั้งโลก ไม่จำกัดผิวพรรณ เพศ วัย เชื้อชาติ ชั้นวรรณะกันแล้ว เป็นความรักระดับโลกาภิบาลทีเดียว คือ รักปรารถนาจะให้แก่ทุกคน เป็นอุดมการณ์ที่สูงส่งยิ่งแล้ว สำหรับมนุษย์ที่พึงกระทำ พึงแสดงออกทางรูปธรรม หากผู้ใด มีจิตใจที่มีความรู้สึกนึกคิด และได้พากเพียร ประพฤติตามอุดมการณ์ ดังกล่าวนี้จริง ทำได้เป็นได้จริง ก็นับเป็นผู้มีความรัก ที่มีคุณค่าสูงส่ง ขึ้นไปกว่ามิติที่ ๕ แน่นอน
และไม่ใช่เพียงความรู้ว่ามันเป็นอุดมการณ์ที่ดีอยู่แค่นั้น หรือไม่ใช่เพียงเป็นคารมโก้ๆ ลีลาเก๋ๆ ของคนหาเสียง ให้ตนเท่านั้นด้วย แต่ต้องเป็น "ความจริงของจิต ที่เกิดความรู้สึกรัก และปรารถนา ตามอุดมการณ์นี้แท้ๆ และ ต้องมีสมรรถนะ สมคล้อยสอดคล้อง ด้วย" ยิ่งมีน้ำหนัก หรือมีความเข้มข้น ของน้ำใจ และประสิทธิภาพ มากยิ่งเท่าใดๆ ก็ยิ่งประเสริฐสูงส่ง เลอเลิศยิ่งๆ เท่านั้นๆ
และจะจริงยิ่งหากคนผู้นี้มีพฤติกรรมพากเพียรพยายามกระทำ เพื่อให้เกิดผล ตามอุดมการณ์ได้จริง ที่สุดจะจริงสมบูรณ์ ทีเดียว ถ้าแม้นผู้มีความรักนั้น บริสุทธิ์จากความแฝง เพื่อผลประโยชน์ ให้เกิดลาภ-ยศ-สรรเสริญ-สุข แก่ตน
ซึ่งเป็นความเจริญของความรักความปรารถนาดีอย่างเห็น ได้ชัดขึ้นไปอีก ว่าเป็นคุณค่า ของความเป็นมนุษย์ แน่แท้
ความรัก ระดับมิติที่ ๖ นี้ เรียกว่า "สากลนิยม" หรือ "จักรวาลนิยม"
ก็เป็น "ความรัก"ที่มีคุณค่าประเสริฐสูงส่งขึ้นไปยิ่งๆ ขึ้น ที่ผู้มีปัญญาสามัญก็พอเข้าใจได้ ทว่า "ความจริง" ที่คนจะเป็นได้จริง มีสมรรถนะถึงขั้นจริงนั้น ก็หายากยิ่งขึ้นไปเรื่อยๆ ส่วนมากก็มีแต่ "อุดมการณ์" แต่เป็นจริงยังไม่ได้ และพูดคุยโวโอ้อวด จนกลายเป็นคนหลอกลวงชาวโลกไปก็มีมากมาย
ติดตามตอนต่อไป
วันพุธที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2552
ความรัก มิติที่ ๕ ชาตินิยม
ความรัก มิติที่ ๕ ชาตินิยม
มิติที่ ๕ คือ ความรักที่เป็นอุดมการณ์เพื่อชาติเพื่อประเทศ หากผู้ใดมีความรู้สึกนึกคิด หรือมีอุดมการณ์ ต้องการช่วยเหลือ เกื้อกูล กว้างออกไปกว่าความรักแค่ "มิติที่ ๔" เป็น ความรักความปรารถนา ถึงขั้นหมายใจ จะก่อให้เกิดประโยชน์แก่ผู้คนทั่วไป ในประเทศชาติจริง ไม่แคบอยู่แค่รักเพื่อน เผื่อแผ่เพื่อคนใกล้ตัวเราเท่านั้น หรือไม่เล็กอยู่แค่ หมู่กลุ่มชุมชน ตำบล อำเภอ จังหวัด ซึ่งเป็นสัดส่วนในประเทศเท่านั้น แต่เป็นความเกื้อกว้าง ที่มีน้ำใจ คิดเห็นแก่คนทั้งชาติ ทั้งประเทศจริงๆ และไม่ใช่เพียงความรู้ว่า มันเป็นอุดมการณ์ ที่ดีอยู่แค่นั้น หรือไม่ใช่เพียงเป็น คารมโก้ๆ ลีลาเก๋ๆ ของคนหาเสียงให้แก่ตน เท่านั้นด้วย แต่ต้องเป็น "ความจริงของจิต ที่เกิดความรู้สึกรัก และปรารถนา ตามอุดมการณ์นี้แท้ๆ" ยิ่งมีน้ำหนัก หรือมีความเข้มข้น ของน้ำใจ และความเป็นไปได้จริง มากยิ่งเท่าใดๆ ก็ยิ่งประเสริฐสูงส่ง ยิ่งๆ เท่านั้นๆ
ความรัก ระดับมิติที่ ๕ นี้ เรียกว่า "ชาตินิยม" หรือ "รัฐนิยม"
และจะจริงยิ่ง หากคนผู้นี้มีพฤติกรรมพากเพียร พยายามกระทำเพื่อให้เกิดผล ตามอุดมการณ์ ที่สุดจะจริง สมบูรณ์ทีเดียว ถ้าแม้นผู้มี "ความรัก" นั้นบริสุทธิ์จากความแฝง เพื่อผลประโยชน์ ให้เกิด ลาภ-ยศ-สรรเสริญ-สุข แก่ตน
ซึ่งเป็นความเจริญของความรักความปรารถนาดี อย่างเห็นได้ชัดขึ้นไปอีกว่า เป็นคุณค่า ของความเป็นมนุษย์แน่แท้ หากใครสามารถเผื่อแผ่ เกื้อกว้างออกไป ได้มากเท่าใดๆ ก็ยิ่งเป็นคุณงามความดี มากเท่านั้นๆ
ด้วยสามัญสำนึก ความเข้าใจแค่นี้ ใครๆ ก็คงจะรู้กันได้อยู่แล้ว เพราะไม่ใช่ความลึกล้ำอะไรนักหนา แต่มันก็เป็น "ความจริง" ของคน ที่ "จิตจริง" อันจะพึง "เป็น" จริง กล่าวคือ สมรรถนะของใครจะมี "ประสิทธิภาพแห่งความรัก" กว้างเกื้อได้ มากน้อยแค่ใด ก็ย่อม "เป็น" ได้ตามสมรรถนะของผู้นั้นๆ ถ้าจะเอาแค่ "ความคิดฝัน" ทุกคนที่มีปัญญาเข้าใจได้ ก็คิดได้ พูดได้ แต่ "ความจริงของความเป็นไปได้" ตามที่ตนคิดได้ ตนพูดได้นั้น มันเป็นจริงไปได้ ตามความคิด ตามคำพูดนั้นไหม?
"ความรัก" ในที่นี้ต้องเป็น "ความจริง" โดยเฉพาะเป็น "ความจริง" ที่เกิดในจิตของคนผู้นั้นจริง ที่ต้องเป็น "ความรู้สึกในจิตของตนเอง เกิดอารมณ์นั้นๆแท้ๆ" ไม่ใช่แค่ "คิด" หรือแค่ "รู้"
ที่เรากำลังเรียกว่า "ความรัก" นี้ มันต้องมีภาวะเป็น "อารมณ์ความรู้สึกเกิดขึ้นจริงในจิตของผู้นั้น" และ มีสมรรถนะถึงขั้น "เป็นไปได้" (possible) หรือ "สามารถทำได้" (practicable) จริง มิใช่แค่ "รู้" แค่ "พูด" แต่ปากอยู่เท่านั้นด้วย
เช่น "ความรัก" ของนาย ก. มี "ความจริงของความเป็นไปได้" แค่..มิติที่ ๔ "ชุมชนนิยม" หรือ "สังคมนิยม" เท่านั้น หรือบางทีอาจจะแย่กว่านั้นคือ มี "ความจริงของความเป็นไปได้" แค่..มิติที่ ๓ แค่นั้น ดีไม่ดีอาจจะแค่.. มิติที่ ๒ ด้วยซ้ำ ก็เป็นได้ แต่นาย ก. นึกว่าตนมีสมรรถนะ ถึงขั้นมิติที่ ๕ คุยฟุ้งตามที่ตนหลงว่าตนเป็น หาเสียงให้แก่ตนเองไปทั่ว ว่าตนมีความรักระดับ "ชาตินิยม" หรือ "รัฐนิยม" ซึ่งเป็นสมรรถนะที่กว้าง เผื่อแผ่ออกไปถึงขั้น "ความรักชาติรักประเทศ" ทีเดียว แต่ความเป็นจริงนั้นนาย ก. ทำได้ หรือเป็นได้แค่ "ความรัก" มิติที่ ๔ หรือ แค่ ๓ แค่ ๒ เท่านั้น ถ้าอย่างนี้ "ความรัก" ของนาย ก. ก็ยังไม่ใช่ระดับ "มิติ ที่ ๕" จริง "ความรัก" ของคนผู้นี้ ยังไม่ถึงขั้นมีความจริงเข้าข่าย ที่ชื่อว่า ผู้มีความรัก ระดับมิติที่ ๕ "ชาตินิยม" หรือ "รัฐนิยม" เพราะ "ความเป็นจริง" หรือ "ภาวสัจจะ" ยังไม่ถึงขีดถึงขั้น
ใครจะสามารถรู้ความจริง หรือรู้สัจจะของ "ความรัก" ได้ ถูกต้องถ่องแท้ ก็ยากอยู่ จะต้องศึกษาฝึกฝน จนรู้แจ้ง หยั่งถึงสัจธรรม ของความเป็น "คุณค่าประโยชน์" (อัตถะ) ทั้งในสภาพที่เป็น "ประโยชน์ตน" (อัตตัตถะ) "ประโยชน์ผู้อื่น" (ปรัตถะ) "ประโยชน์ ๒ ฝ่าย" (อุภยัตถะ) หรือ "ประโยชน์สามัญ ที่ต่างก็รู้ๆ กันได้ ในระดับ ของโลกียะทั่วไป ที่เรียกว่าโลกนี้" (ทิฏฐธัมมิกัตถะ) และ "ประโยชน์ขั้นสูงขึ้น สู่โลกหน้า หรือโลกอื่น ซึ่งเป็นโลกที่ก้าวหน้าขึ้นไป ถึงระดับโลกุตระ" (สัมปรายิกัตถะ) ที่สำคัญก็คือ ประโยชน์ที่เป็นความเจริญถึงจิต ถึงเจตสิก อันเป็นขั้น "บรมประโยชน์ หรือประโยชน์ขั้นสูง ถึงความเป็นอาริยสัจธรรม" (ปรมัตถะ) โน่นแหละ จึงจะพอรู้ "ความจริงตามความเป็นความมีจริง" ดังที่ได้สาธยายมา
้
ติดตามตอนต่อไป
วันเสาร์ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2552
มิติที่ ๔ คือ ความรักที่เริ่มขยายออกสู่ผู้อื่นที่นอกจากญาติ
ความรัก มิติที่ ๔ ชุมชนนิยม
มิติที่ ๔ คือ ความรักที่เริ่มขยายออกสู่ผู้อื่นที่นอกจากญาติ เป็นการขยายความรัก ที่อยู่แค่ในวงศาคณาญาติ ออกไปสู่ หมู่มิตรสหาย อันเป็นสังคมใกล้ชิด มิตรสหายที่กว้างขึ้น กว่าเพียงวงศ์ญาติเท่านั้น ออกไปได้อีก อาจจะแผ่ความรักความเกื้อกูล ออกไปแค่เพื่อนฝูงหมู่คณะ ยังไม่กว้างมากมาย ถึงระดับมีใจมุ่งหมาย เพื่อประชาชนทั้งชาติ ทั้งประเทศทีเดียว แต่ก็เป็นความเห็นแก่ผู้อื่น เผื่อแผ่กว้างเกื้อ กระจายออก จากขอบแคบ แค่วงศ์ญาติพี่น้อง สายโลหิตมากขึ้น แผ่ความรัก สู่มวลชนเพื่อนพ้อง กว้างขึ้น เป็นกลุ่มชุมชน เป็นตำบล อำเภอ จังหวัด เป็นความรักที่มีภาระมากขึ้น ก็ต้องนับว่า เป็นความรัก ที่มีคุณค่าสูงขึ้น เพราะความรักเช่นนี้ คือการลดความเห็นแก่ "ตัวเรา-ของเรา" ที่เป็นแค่ วงศาคณาญาติ ซึ่งยังแคบ ก็ขยายกว้างขึ้น ไปสู่มวลมนุษยชาติ เพิ่มขึ้นแล้ว จึงนับว่ามีคุณค่าเพิ่มขึ้นกว่า "ความรัก" มิติที่ ๓
ใครก็ตามที่เห็นแก่ความสุขของผู้อื่นที่กว้างขึ้น สามารถเสียสละเผื่อแผ่ หรือ ช่วยเหลือเกื้อกูลผู้อื่น ได้มากไปกว่า วงศาคณาญาติ แม้จะเป็นเพียงมิตรสหาย แวดล้อมก็ดี หรือผู้คนอื่นๆ ในแวดวงใกล้ๆ ก็ตาม ก็นับว่า มีความรักที่เจริญขึ้น เป็นความรักที่ดีงาม เป็นประโยชน์ใหญ่กว้างขึ้น มีค่าสูงขึ้น ตามความเอื้อเฟื้อ เกื้อกว้าง ที่กว้างขึ้นๆ นั้นๆ จะแผ่ขยายออกไปจริง ยิ่งเผื่อแผ่กว้างเกื้อออกไป ได้มากขึ้นเท่าใด ก็ยิ่งเป็น "ความรัก" ที่มีคุณประโยชน์สูงค่ามากขึ้นเท่านั้น
ความรัก มิติที่ ๔ นี้ เรียกว่า "ชุมชนนิยม" หรือ "สังคมนิยม"
้
ติดตามตอนต่อไป
วันเสาร์ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2552
มิติที่ ๓ คือ ความรักที่แผ่ออกมาถึงญาติ
ความรัก มิติที่ ๓ ญาตินิยม
มิติที่ ๓ คือ ความรักที่แผ่ออกมาถึงญาติ ก็กว้างขึ้นมาอีกนิด นอกจาก "พ่อ-แม่-ลูก" แล้ว ก็แผ่ความรักออกไป ละเอียดลึกซึ้งขึ้น กว้างขึ้น ถึงญาติวงศ์พงศา หากผู้ใดมีคุณลักษณะ ของความรักเกื้อกว้างออกมา เผื่อแผ่แก่ญาติ ยิ่งมากชั้น มากระดับ ออกไปเท่าใดๆ จริง ก็ดีกว่าความรัก ๒ มิติต้น มากเท่านั้นๆ แต่ ก็ยังอยู่ในแวดวง ที่นับเนื่องเอาแค่ วงศาคณาญาติของตน ซึ่งเป็น การยึดติดหลงใหล ในเชื้อสาย เผ่าตระกูล หรือ รวมเอาผู้ที่เป็นพรรคเป็นพวก อันนับเนื่องเป็นคนสนิท ระดับ "คนใน" ด้วย
ในความเป็นคน มันน่าจะมีคุณค่ามีความสำคัญ ที่ควรเห็นแก่หรือควรเผื่อแผ่ กว้างเกื้อกันมากกว่า ที่จะยึดติดอยู่แค่ใน วงศาคณาญาติ และพรรคพวกที่สนิทเท่านั้น ไม่น่าจะหลงใหล ลำเอียง ให้ความสำคัญ กันอยู่แต่สายเลือด "คนใน" หนักข้อเกินไป จริงอยู่ตามความรู้กันสามัญทั่วไป ก็ต้องนับเนื่อง เป็นหน้าที่ควร เกื้อกูลช่วยเหลือเผื่อแผ่ ผู้ที่เป็นญาติก่อน ก็ถูกล่ะ "ญาตกานัญจ สังคโห" การเกื้อกูลช่วยเหลือสงเคราะห์ญาติ เป็นมงคลอันอุดม พระพุทธเจ้า ก็ตราไว้อยู่ชัดๆ ก็ต้องทำอยู่แล้ว ตามสมควรแน่นอน
แต่ก็มีความสำคัญอื่นที่เป็นเงื่อนไขสมควรกว่า เข้าไปเป็นตัวแทรกอีกมาก ในสังคมแห่งความเป็น มนุษยชาติ ทั้งหลาย ซึ่งบางทีก็น่าจะเห็นแก่คนอื่น ที่ไม่ใช่ญาติก่อน เพราะสมควรกว่า มีประโยชน์สำคัญ อย่างมีเหตุมีผล มีหลักฐาน อันเหมาะยิ่ง จริงกว่า ไม่เช่นนั้น จะเกิดความเสียหาย ที่ส่งผลกระทบมากมาย คุณค่าประโยชน์ของ "ความรัก" ก็จะคับแคบ เพราะเห็นแต่แก่ "วงใน" เผ่าตระกูล พรรคพวกคนสนิทเกินไป
ดังนั้น คนที่มีลักษณะของ "ความรัก" ที่มีน้ำหนัก มุ่งอยู่แต่ในวงญาติมิตร "คนใน" ดังกล่าว จึงเป็น "ความรัก" ที่มีคุณค่าประโยชน์ ซึ่งจะมากหรือจะน้อย ก็อยู่แต่เพียงในวงวนของ วงศาคณาญาติของตนๆ เท่านั้น ถึงแม้จะมีการเผื่อแผ่ เพื่อผู้อื่นอยู่บ้าง ก็ดังที่เคยกล่าวมาแล้ว ว่า เป็นธรรมดาที่ใครก็ตาม ก็ย่อมจะมีการเกื้อกูล เผื่อแผ่ คนทั่วไปใดอื่นอยู่บ้างแน่ แต่มันก็เป็นการกระทำที่ไม่ใช่ทำอย่างมีใจใสสะอาด บริสุทธิ์จริง หรือ ไม่มีความปรารถนาดี เหมือนให้ลูก ให้ญาติ ให้คนสนิทเสียทีเดียว และไม่มีสัดส่วน ที่มากทั้งคุณภาพ และทั้งปริมาณ เพียงพอ อันจะจัดเข้าข่ายเป็นผู้มี "ความรัก" ถึงขั้น "มิติ" ที่สูงขึ้นจริงได้
คนที่มีลักษณะและพฤติกรรมเช่นดังกล่าวนี้ จึงจัดอยู่ในฐานะผู้มี "ความรัก" ที่กว้างเกื้ออยู่แต่ใน วงศาคณาญาติคนใน
เรียกชื่อ ความรัก มิติที่ ๓ นี้ว่า "ญาตินิยม" หรือ "โคตรนิยม"
ติดตามตอนต่อไป
วันศุกร์ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2552
ความรัก มิติที่ ๒ พันธุนิยม
ความรัก มิติที่ ๒ พันธุนิยม
มิติที่ ๒ คือ ความรักระหว่างสายโลหิต หรือพ่อ-แม่-ลูก ก็ขยายขอบเขตของความรักกว้างขึ้นมาอีกนิด
แต่ก็ยังแคบมาก มีขอบเขตอยู่แค่ แวดวงสายเลือดชั้นแรก ชั้นเดียวเท่านั้น ความรัก ที่ยังไม่แผ่กว้างออกไปมากกว่านี้
จึงเป็นความรัก ที่ยังอยู่ในแวดวง ที่วนแคบ ไม่เป็นประโยชน์กว้าง เกื้อออกไปสักเท่าใด นัยเดียวกัน
ถ้ารักอย่างหลงเฉพาะ แวดวง พ่อแม่ลูกนี้ ยิ่งหนักยิ่งมากเท่าใด ก็จะหวงแหน ตระหนี่ถี่เหนียว เพื่อแวดวงแคบๆ แค่นี้ไป ตลอดชีวิต จะเผื่อแผ่ออกไป แก่ผู้อื่น หรือ วงนอกได้ยาก อะไรๆ ก็จะลำเอียง เพื่อแวดวงเท่านี้ ก่อนอื่นเสมอ จะสะสมทุกสิ่งทุกอย่าง ไว้ให้แก่คนในวงวนของ "พ่อ-แม่-ลูก" เท่านี้แหละ เป็นอุดมการณ์อันเอก
"ความรัก" คือ ความเผื่อแผ่ แต่สำหรับความเผื่อแผ่ของคนที่มีความรักมิติที่ ๒ นี้ ไม่ว่าจะเผื่อแผ่แก่ผู้อื่น แก่ใครๆ แม้แต่ญาติ ที่นอกไปจากวงวนของ "พ่อ-แม่-ลูก" แล้ว จะยังฝืนใจอยู่ไม่มากก็น้อย จิตใจจะยังไม่ว่าง สะอาด ปราศจากธุลี แห่งความตระหนี่ ไปได้ง่ายๆ ถ้าจะให้จะสละแก่ผู้นอกวงวนของ "พ่อ-แม่-ลูก" ก็เพราะจำนน ไม่เช่นนั้น ก็เพื่อที่จะได้ ผลข้างเคียง ตอบแทนอยู่ ไม่มากก็น้อยเสมอ ถึงแม้จะมีบางครั้งบางเรื่อง ที่ได้เผื่อแผ่ หรือเสียสละ อย่างสะอาด ปราศจากธุลีแห่งความตระหนี่ แก่ผู้เป็นคนนอกวงวนของ "พ่อ-แม่-ลูก" อยู่บ้าง ก็อาจจะมีได้บ้างเป็นแน่ แต่ก็สะอาด หมดจดยาก หรือทำได้น้อยครั้ง น้อยเรื่องเต็มที ฉะนี้แลคือ คนที่มี "ความรัก" อยู่ใน มิติที่ ๒
ดังนั้น "ความจริง" ในคนที่มีความรัก มิติที่ ๒ นี้ จะพึง "ไม่เห็นแก่ตัว" ซึ่งเป็น "ความรัก "ที่แท้ ก็จะไม่เห็นแก่ตัวหรือเสียสละ ให้ได้อย่างไร้ธุลี แห่งความตระหนี่ ก็เฉพาะในวงวน ระหว่าง "พ่อ-แม่-ลูก" กันอยู่แคบๆ เท่านี้ ไม่ว่าจะเสียสละวัตถุธรรม หรือนามธรรม ก็จะมีความเผื่อแผ่ หรือเสียสละ แก่กันและกันได้ สะอาดหมดจดจริง เฉพาะในวงวนระหว่าง "พ่อ-แม่-ลูก" กันอยู่ แคบๆ เท่านี้ เท่านั้น กระนั้นก็ดี แม้ระหว่าง "พ่อ-แม่-ลูก" นี้ ก็เถอะ ก็ยังมีความตระหนี่ มีความหวงแหน แทรกปนอยู่บ้าง ในบางอารมณ์ บางเรื่องบางราว บางครั้งบางคราว
แต่ถึงอย่างไร การเผื่อแผ่ การเสียสละของคนก็ย่อมมีแก่ผู้อื่น อันนอกเหนือจากวงวนของ "พ่อ-แม่-ลูก" นี้อยู่บ้าง ทว่า "การให้หรือการเสียสละ" ส่วนมากของคนที่อยู่ในฐานะ ผู้ที่ชื่อว่ามี "ความรัก มิติที่ ๒" นี้ ก็จะยังไม่บริสุทธิ์ สะอาด เหมือนการเสียสละ แก่กันและกันของ "พ่อ-แม่-ลูก" ได้ง่ายนักหรอก หรือ จะบริสุทธิ์บางครั้งบางคราว ก็ในกรณี ที่พิเศษจริงๆ น้อยครั้งน้อยราย ซึ่งไม่มากพอ ที่จะทำให้ผู้อยู่ในฐานะคนที่ชื่อว่ามี "ความรัก" แค่ "มิติที่ ๒" นี้ เลื่อนฐานะขึ้นไปสู่ ฐานะที่มีคุณค่า สูงขึ้นอีกขั้น
คงจะไม่สับสนนะว่า "การเห็นแก่ตัว" นั้นไม่ใช่ "ความรัก" "การเผื่อแผ่-การเสียสละ-การมีคุณค่าเป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น" ต่างหาก คือ "ความรัก" เพราะฉะนั้น "การเผื่อแผ่-การเสียสละ-การมีคุณค่าเป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น" ที่มีลักษณะแคบๆ วนอยู่แค่ "พ่อ-แม่-ลูก" เท่านี้ จึงเป็น "ความรัก" มิติที่ ๒ ซึ่งมีลักษณะ กว้างเกื้อขึ้นมาจาก "ความรัก" แค่วงวนของ "คนคู่" หรือ "คน ๒ คน" เพิ่มมามีแก่ลูก ก็เกื้อกว้างขึ้นอีกนิด สูงกว่า "ความรักมิติที่ ๑"
ถึงอย่างนั้น มิติที่ ๒ นี้ก็ยังเป็นความรักขั้นที่ยังไม่สูงเลย เพราะเป็นความรักที่ยื่นยาวออกไปแค่ "พ่อ-แม่-ลูก" ซึ่งมีประโยชน์ต่อผู้อื่น น้อยนิดอยู่นั่นเอง เป็นความรัก ที่จำกัดวงรักแคบอยู่แค่ สายเลือดชั้นเดียว หรือ เห็นแก่ผู้อื่น อยู่ในวงแคบแค่ "พ่อ-แม่-ลูก" เพียงเท่านี้ ความรักมิติที่ ๒ นี้ แม้จะเริ่มดีขึ้น แต่จัดเป็นความรัก ที่แผ่ออกไปเห็นแก่ผู้อื่น ยังไม่ถึงไหนเลย
แม้จะเผื่อแผ่แก่กันและกันในวงวนแห่งความเห็นแก่ คนนั้นคนนี้ ระหว่าง "พ่อ-แม่-ลูก" นี้ก็เถอะ ก็ยังมีความซับซ้อน ของความลำเอียงกันไปมา อีกนักกว่านัก เพราะกิเลสในแต่ละคน
ความรัก มิติที่ ๒ นี้ จึงได้ชื่อว่า "พันธุนิยม" หรือ "ปิตุปุตตานิยม"
ติดตามตอนต่อไป
วันพฤหัสบดีที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2552
ความรัก มิติที่ ๑ กามนิยม
ความรัก 10 มิติ
ดังนั้น คำว่า "ความรัก" มิติที่ ๑ นี้ หากจะหมายเอาว่า เป็น "ความเห็นแก่ตัว" ก็ใกล้เคียงความจริงที่สุดแต่ถ้าหาก จะหมายเอาว่า เป็น "ความเผื่อแผ่-เสียสละ" ก็แคบและเล็กสุดๆ
ความรัก" ยังมีอีกหลายมิติ ซึ่งจะได้อธิบายต่อไปถึง ๑๐ มิติ ดังนี้
ความรัก มิติที่ ๑ กามนิยม
มิติที่ ๑ คือ ความรักที่เป็นเรื่องของความใคร่ เรื่องของ กาม เรื่องของการสมสู่ของผู้หญิงผู้ชาย เรื่องของคน ๒ คน หาก จะเห็นแก่กันและกันก็แค่อยู่ในวงวนของ"คนคู่"หรือคน ๒ คน ซึ่งเป็นความรักที่เผื่อแผ่แก่กัน อยู่แค่คน ๒ คน ความรักมิตินี้ ถ้ายิ่งรักมาก ติดใจในรสกามของคู่ตน สุขสมในรสใคร่ มากเท่าใดๆ ก็ยิ่งแคบมากเข้าๆ เท่านั้นๆ มันเป็นวงแคบ ที่เห็นแก่ แค่คู่รัก คู่ใคร่ ของตนเท่านั้น ถ้าแม้นติดมากยึดมาก ดูดดึงมาก ก็ยิ่งหวงแหนมาก ผูกมัด รัดรึง ตรึงใจ เป็นอุปาทานแน่นขึ้นๆ และหากยิ่งมีแต่ความใคร่มากขึ้นๆ ก็ยิ่งจะมืดซ้ำ ดำกฤษณา เป็น ความหลงใหล คลั่งไคล้ และหึงจัด รัดรอบรุนแรง ไม่มีคนอื่น แทรกเข้าได้เลย มีอะไรก็ทุ่มโถมให้แต่แก่เธอ แก่ความรักที่หลงติด ผูกแน่นนี้เท่านั้น หนักเข้าๆ จะเห็นแต่แก่ตัว โดยอาศัยคู่ที่ตน รักสุดนั่นแหละ เป็นเครื่องมือ หรือ เป็นองค์ประกอบ ในการเสพสม สุขสม ให้แก่ตน ยิ่งหลงในรสสุขนั้น มากเท่าใด ก็ยิ่งยึด เป็นของตัวของตนสนิทเนียนเข้าเป็นตน กระทั่งถึงขั้น ใครมอง ใครแตะต้องไม่ได้ จะหึงแรงจนถึงขั้น ทำร้ายคนที่มากล้ำกรายได้ ถึงขั้นเอาตายกันทีเดียว
อารมณ์ชนิดนี้ คือ ความเห็นแก่ตัวแท้ๆ คือ ความโลภเพื่อตัวเพื่อตนเต็มๆ คือ กามราคะสมบูรณ์แบบ หากจะ เรียกว่า "ความรัก" ก็เป็นความรักที่ต้องการ มาบำเรอตนนั่นเอง
การบำเรอตนเอง ไม่ใช่ "ความรัก" การได้มาสมใคร่ สมอยากแก่ตน เป็น "ความเห็นแก่ตัว"
ใครถ้าแม้นถึงขั้นปฏิบัติต่อคู่ของตนเยี่ยงทาสหรือเยี่ยง วัตถุบำบัดความใคร่ ไม่มีใจเผื่อแผ่เกื้อกูล ปรารถนาดีต่อคู่ ของตน แม้ด้านกายภาพ จะจ่ายวัตถุเข้าของเงินทอง ทรัพย์ศฤงคาร ให้ด้วยอากัปกิริยา ที่ดูเหมือนมีน้ำใจ เอื้อเอ็นดู เสียสละ ปานใดๆ ก็ตาม ก็เป็นเพียงค่าจ้าง ทุกอย่างเพื่อ "ตัวเอง" แท้ๆ คนผู้นี้ยังไม่ชื่อว่า "มีความรัก" เป็นแค่ผู้ "ให้" หรือผู้ "จ่าย" ค่าจ้าง เพื่อ บำเรอความใคร่ของตน
จนกว่าคนผู้นี้ จะมี "การเผื่อแผ่การเสียสละ" ให้แก่ "คู่" ของตน อย่างบริสุทธิ์ใจไม่ว่าจะ "ให้" วัตถุธรรม ให้รูปธรรม หรือ ให้นามธรรม ถ้าให้มาก ใจสะอาดมากก็ "รัก" มาก ให้น้อย ใจสะอาดน้อยก็ "รัก" น้อย เพราะการ "ให้" หรือ "สละ" ที่ออกไปจาก "ความรัก" เกิดจาก "ความรัก" นั้น จะมิใช่เพื่อแลกอะไร อย่างใดอย่างหนึ่งอยู่ เป็นอันขาด
"ความรัก" ไม่ใช่ "ความโลภ" หรือ "ความแลก" มาให้ตน
หากยังมีความโลภใดๆที่เหลือเป็นเศษเป็นส่วน อันต้องการแลกเปลี่ยนกับสิ่งที่ตน "ให้" หรือตน "สละ" อยู่เท่าใดๆ ก็ลด "ค่า ของความรัก" ลงตามจริงเท่านั้นๆ ยิ่งเป็นการ "ให้" หรือ "สละ" เพื่อแลกเอามา "เป็นของตนคนเดียว" หรือ "เป็นทาสผู้ซื่อสัตย์ ต่อตน" ที่ตนจะได้ทาสนั้น ไว้บำเรอประโยชน์ แก่ตนแต่เพียงผู้เดียว ก็ยิ่งมิใช่ "การให้-การสละ" เลย แต่เป็น "การซื้อ" แท้ๆ ตรงๆ ป่วยการกล่าวถึงคำว่า "ความรัก"
ยิ่งชอบมาก ติดใจมากในรสกามของคู่ตน สุขสมใน รสใคร่มาก ที่เห็นคู่เสพของตน เจ็บปวดทุกข์ทรมาน ตนยิ่ง สุขสะใจ (sadist) นั่นยิ่งไม่ใช่ "ความรัก" แต่นั่นคือ การสุขสมอารมณ์ ที่ตนชอบความรุนแรงโหดร้าย ซึ่งฝังอยู่ส่วนลึก ในก้นบึ้งของจิตตนเอง เป็น "สัญชาตญาณหรืออนุสัย" (unconscious) ที่เจ้าตัวไม่สามารถ หยั่งลงไปล่วงรู้ ความจริงของ "จิตวิปริต" เหล่านี้ได้ เพราะมันเป็น "จิตไร้สำนึก" (unconscious) ที่เกิดจากตนเคย ยินดีในความรุนแรง และได้สะสม ความรุนแรง ใส่จิตตนมานาน
เช่น ชอบดูการแข่งขันที่เอาชนะคะคานกันอย่างถึงพริก ถึงขิง หรือชอบดูการต่อสู้ที่ฟาดฟันห้ำหั่นกัน ดูการทำร้าย เข่นฆ่า ยิ่งต่อสู้กันรุนแรง โหดเหี้ยมเท่าไหร่ ก็ยิ่งชอบ กระทั่งรุนแรงสูงขึ้น หยาบขึ้นๆ เป็นคนชอบความโหดร้าย จึงกลายเป็น "คนชอบในความรุนแรง ทุกข์ทรมาน เหี้ยมโหด ฝังลึกอยู่ในจิตไร้สำนึก" (sadist)
จิตที่ได้สั่งสม "ความชอบ หรือ รักรสชาติของความอำมหิต" เช่นนี้ เมื่อมาแสดงออกกับใคร ย่อมมิใช่ "ความรัก" แม้จะมี "การให้ การสละวัตถุธรรมรูปธรรมนามธรรม" กับคู่รักของตน มากเท่าใดๆ ก็ยังมิใช่ "ความรัก" แต่เป็นเพียง "สิ่งแลกเปลี่ยน" เพื่อให้ได้มาซึ่ง "ความอำมหิต" หรือ "ความวิปริต" ที่ฝังลึกอยู่ใน "จิตไร้สำนึก" ของตนโดยแท้
ถ้า "จิตวิปริต" ในความอำมหิตได้สั่งสมใส่จิตร้ายหนัก ยิ่งๆ ขึ้นไปกว่านี้ ก็ก้าวถึงขั้น "ตนสุขสะใจ เมื่อตนได้เจ็บเสียเอง ปวดเสียเอง ทุกข์เอง ทรมานเอง" (masochist) ไม่ว่าตนทำตนเอง หรือใครจะเป็นผู้กระทำให้ ก็สุขสะใจได้ทั้งนั้น เพียงแต่ว่า คนผู้อำมหิตถึงขั้น "ตนเองทำตนเอง" จึงจะสุขสะใจ นั้นแหละคือ ผู้มีจิตรุนแรงร้ายยิ่งกว่า ผู้ที่ "คนอื่นทำให้ตนเจ็บ" แล้วก็สุขสะใจ
ความรักมิติที่ ๑ นี้ เป็นความรักแบบเพศสัมพันธ์ ไม่ว่าเพศตรงกันข้าม หรือวิตถารเพศเดียวกัน เป็นความรัก ที่เห็นแก่กันและกันอยู่ แค่ฉันกับเธอเท่านั้น หรือเห็นแก่ผู้อื่น ก็แผ่ออกไปแค่คนๆ เดียว วงรักจึงแคบอยู่แค่คน ๒ คน คือ ให้แก่กันและกันก็แค่ ๒ คน ซึ่งถ้าจัดจ้าน ก็มีอารมณ์หึงหวง แก่งแย่ง รุนแรง ถึงขั้นฆ่ากัน ฆ่าตนเองสังเวยชีวิต เซ่น บูชารัก ก็เป็นได้
ขึ้นชื่อว่า "กาม" มีแต่ความขาดทุน เพราะได้เสพอารมณ์กามสุขนิดหน่อย แต่ทุกข์ยากมากหลาย ทำลายก็หนักหนา เปลืองชีวิต เปลืองใจ เปลืองเวลา เปลืองแรงกาย เปลืองแรงสมอง เปลืองทุนรอน วัตถุทรัพย์สิน เป็นความผลาญพร่า เสียหายที่สุดในโลก ความรักมิติที่ ๑ นี้ จึงต่ำต้อย ด้อยค่าที่สุด นับว่าไร้คุณประโยชน์ ยิ่งกว่าความรักชนิดใดๆ
อารมณ์ "กามสุข" ก็เป็นแค่ "รสอร่อยที่หลงติด" (อัสสาทะ) ซึ่งเป็นเพียง "อารมณ์หลอกๆ ไม่จริง" ( อลิกะ) เพราะแท้ๆ มันเป็น "ความยึดมั่นถือมั่น" (อุปาทาน) ที่คนสามารถจะเลิก จะศึกษาปฏิบัติ ละล้าง จนหมดเกลี้ยง ไปจากจิต ของผู้หลงติด หลงยึด ให้สำเร็จ เด็ดขาดสัมบูรณ์ (absolute) ได้จริง อันเป็นเรื่อง "เหนือธรรมชาติ เหนือความวนเวียน" (โลกุตระ) หรือเป็นเรื่อง "ล้างสัญชาตญาณ การสืบพันธุ์แห่งสัตวโลก" (โลกุตระ) กันทีเดียว เรื่องนี้ก็คงยาก ที่จะเชื่อกัน แต่ขอยืนยันว่า "เป็นไปได้" (possible) หรือ "สามารถ ทำได้" (practicable) จริงแน่แท้ ศาสนาพุทธขอท้าทายให้มา พิสูจน์ (เอหิปัสสิโก)
สรุปแล้ว "ความรัก" มิติที่ ๑ นี้ หากใครจะหมายเอาว่าเป็น "ความเห็นแก่ตัว" ก็ช่างเห็นแท้ดูจริงมากยิ่งเหลือเกิน เพราะ กิเลสพาให้เกิด สภาพเช่นนั้นจริง จนทำให้คนมากหลาย เข้าใจผิด ว่าน่าจะเป็นอย่างนั้นได้ แต่ถ้าหากหมายเอาว่าเป็น "ความเผื่อแผ่-เสียสละ" ก็เป็นแค่ "ให้" เพื่อแลกกับที่ตนจะได้เสพ "รสอร่อยที่ใคร่อยาก" (อัสสาทะ) เป็นการเกื้อกูล วนแคบอยู่แค่กับคนๆเดียว หรือเกื้อกูลแก่กันและกันอยู่แค่ "คน ๒ คน""
ความรัก มิติที่ ๑ นี้ จึงเรียกว่า "กามนิยม" หรือ "เมถุนนิยม"
หากใครยังกำจัดกิเลสของตนให้ลด "ความเห็นแก่ตัว" ที่เผื่อแผ่แก่กันและกันอยู่แค่คน ๒ คนนี้ ไม่ได้ เมื่อได้ก่อกรรม ผูกเวรขึ้น มีคู่จนเป็นภาระแท้จริงเสียแล้ว ก็ควรจะต้องเมตตา หรือปรารถนาดี แก่คู่ของตนบ้าง ควรจะต้อง พากเพียร แบ่งใจ แบ่งพลังงาน แบ่งเวลา แบ่งทุนรอน เอื้อเฟื้อ เกื้อกูล เสียสละให้คู่ของตน ควรจะต้องรับผิดชอบ ตามหน้าที่อันสมควร มิเช่นนั้น ก็จะได้ชื่อว่า ยิ่งต่ำเพราะเลวซ้ำเลวซ้อน
แต่นั่นแหละ อย่างไรมันก็เป็นความแคบ "ความรัก" อื่น ที่ประเสริฐกว่านี้ ยังมีอีกมาก ควรศึกษาเสริมสร้างความรัก ที่เป็นคุณค่าประโยชน์ เกื้อกูลต่อผู้อื่น พลังงานและเวลา แม้แต่ ทุนรอน ทรัพย์วัตถุ โดยเฉพาะจิตใจ ซึ่งคนอื่นๆ อีกมากหลาย ในโลกที่ควรได้ประโยชน์
"ความรัก" ไม่ใช่เรื่องแค่ "คน ๒ คน" เท่านั้นแน่ๆ ที่เราจะเกื้อกูลแบ่งใจแบ่งชีวิต แบ่งพลังงาน แบ่งเวลา แบ่งทุนรอน เอื้อเฟื้อ เผื่อแผ่ หรือเสียสละให้ เพราะผู้อื่นมีอีกมากมายในโลก ที่เราจะ เอื้อมเอื้อ เกื้อกว้าง ออกไป จากตัวจากตน ที่เป็นวงแคบเพียง ๒ คน หากได้ศึกษาพุทธธรรม ถึงขั้นโลกุตระ ประพฤติตน ให้บรรลุมรรคผล ดีขึ้นสูงขึ้น ลดกามลดกิเลส ที่ทำให้เห็นแก่ตัวอยู่ ออกไปได้อีก มากเท่าใดๆ "ความรัก" ก็จะเป็น "ความเกื้อกูลเสียสละ" ที่เจริญงอกงาม ไปสู่ความประเสริฐ ยิ่งๆ ขึ้น เท่านั้นๆ
หากใครสามารถลดความสูญเสียพลังงาน ทั้งพลังกาย พลังใจ ลดความสูญเสียเวลา ลดความสูญเสีย ทุนรอน เพื่อความรัก มิติที่ ๑ นี้ลงได้มากเท่าใดๆ หรือที่สุด ไม่ต้องสูญเสียอะไร เพื่อความรักมิตินี้เลย ก็นั่นแหละคือ ความหลุดพ้นจาก "ความรัก มิติที่ ๑" นี้สำเร็จ
ติดตามตอนต่อไป
วันเสาร์ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2552
ความรัก 10 มิติ
ความรัก คือ อาการทางจิตชนิดหนึ่ง อาการนั้นได้แก่ "อาการชอบใจผสมความยินดี" ถ้าหากชอบ ถึงขั้นผูกพัน ก็เป็นความติดยึด นั่นคือ เริ่มเห็นแก่ตัว และถ้าหากติดยึด ถึงขั้นดูดดึงเข้ามา เป็นของตัว ของตน เท่าใดๆ ก็เป็นความเห็น แก่ตัวมากขึ้นเท่านั้นๆ ที่สุดหากถึงขนาด ดึงดูดมาเพื่อตัวเอง แต่ผู้เดียว และหวงแหน ไม่เผื่อแผ่ให้ใคร ความรักที่มีลักษณะปานฉะนี้ ก็คือ "ความเห็นแก่ตัว" สุดๆ เต็มๆ แล้วนั่นเอง
แต่ถ้าหาก "อาการชอบใจผสมความยินดี" นั้น ลดความเห็นแก่ตัว ลดความหลงใหลคลั่งไคล้ ลดความหวงแหน ลดความดูดดึง ความติดยึด ความผูกพันลงไปๆ ตามลำดับ คุณค่าของความรัก ก็จะสูงขึ้นๆๆ และถ้าหากผู้ใด สามารถลดอาการ ดังกล่าวนี้ด้วย และทั้งตน ก็สามารถเสริมสร้าง ความเสียสละ เกื้อกูลช่วยเหลือ เผื่อแผ่ออกไป แก่ผู้อื่นให้พ้นทุกข์ ได้กว้าง ได้ลึกซึ้ง สูงส่งครบคุณภาพ และปริมาณ มากขึ้นๆ อีกด้วย ก็ยิ่งเป็นความรัก ที่ประเสริฐ มีคุณค่าสูง มีประโยชน์มากยิ่งๆขึ้น
คนที่มีอาการชอบใจผสมความยินดีแต่เฉพาะตัวเอง มีแต่ความปรารถนามาให้แก่ตน ไม่มีแก่คนอื่นเลย คนชนิดนี้คือ คนผู้มีแต่ "ความเห็นแก่ตัว" ถ่ายเดียว จึงเท่ากับ คนที่ไม่มี "ความรัก" เลย เพราะ "เห็นแต่แก่ตัวเอง" เป็นคนที่มีแต่ "ตัวเอง" หรือมีแต่ "อัตตา" แท้ๆ เท่านั้น เต็มๆ โดดๆ เดี่ยวๆ หนึ่งเดียว ไม่มีอื่นเลย จึงไม่ใช่ "ความรัก"
หนึ่งเดียวเป็น "ความรัก" ไม่ได้ "ความรัก" ต้องมีสองขึ้นไป ยิ่งเผื่อแผ่กว้าง มากกว่าสอง ทวีมากขึ้นเท่าใดๆ ก็ยิ่งเป็น "ความรัก" ที่ประเสริฐยิ่งๆ ขึ้น เท่านั้นๆ
"อวิชชา" หรือ "กิเลส" มักจะทำให้คน "เห็นผิด" ไปว่า ความรัก คือ ความผูกพันไม่ห่างเหิน ความหวงแหน เพื่อตัว เพื่อตน ความติดยึด ไม่ปล่อยไม่วาง ความดูดดึง ให้เหนียวให้แน่น ความเห็นแก่ตัว ให้แคบ ให้จัดจ้าน ความหลงใหลคลั่งไคล้ ปรารถนาเป็นของตัวของตน หากใครมีอาการผูกพัน .. หวงแหน ..ติดยึด .. ดูดดึง .. เห็นแก่ตัว และหลงใหล คลั่งไคล้ ปรารถนาเป็นของตัวของตน ได้มาก ได้หนัก ได้แน่น ได้แรง ยิ่งๆ เพียงใดๆ ก็คือผู้ "มากไปด้วยความรัก" หรือผู้มี "ความรัก" ที่น่าเชิดชูยกย่อง เลิศลอยเพียงนั้นๆ
แท้จริงแล้ว อาการดังกล่าวนั้น มิใช่ "ความรัก" เลย "เห็นผิด" (มิจฉาทิฏฐิ) กันไปชนิดตรงกันข้ามทีเดียว มันเป็น "ความโลภ" ต่างหาก ซึ่งโลภจัดชัดแจ้ง ยิ่งแรงยิ่งเป็น "ตัวกูของกู" (อัตตา,อัตตนียา)
ตามสารสัจจะที่ถูกต้องนั้น ความรักไม่ใช่ความชั่ว ที่มีลักษณะ "เห็นแก่ตัว" ความรักเป็นความดี ที่มีลักษณะ "เมตตา หรือ ปรารถนาให้ผู้อื่นได้สุข" ความรักมิใช่ลักษณะของ "ความเป็นอัตตา หรือ อัตตนียา" ที่มีลักษณะแคบ เพื่อตัวกูของกู โดยเนื้อแท้แก่นจริงแล้ว "ความรัก" มีลักษณะ ตรงกันข้ามกับ "อัตตา หรือ อัตตนียา" ด้วยซ้ำ ความรักที่สูงส่ง ที่ประเสริฐยิ่ง มีคุณลักษณะ ถอดตัวถอดตน สู่ "ความเป็นอนัตตา" ยิ่งมีอาการเอื้อมเอื้อ เผื่อแผ่ออกไป จากตัวจากตน จนหมดตัว หมดตน นั่นแหละ จึงจะเป็นความรัก ที่วิเศษสุด ความรักตามสัจจะนั้น ทวนกระแสกับอัตตา ความรักไม่ใช่ลักษณะ "เอกพจน์ หรือ เอกเทศ" แต่มีลักษณะ "พหุพจน์ หรือ พหุภาค" "ความรัก" ไม่ใช่ "ความโลภ" ที่จะกอบโกย เข้ามาหาตน เข้ามาบำเรอตน หรือ มีแต่แคบเข้ามา เป็นตนเป็นตัวเอง แต่เป็น "ความเผื่อแผ่ เอื้อเฟื้อ เกื้อกูล" ออกไปหาผู้อื่นมากขึ้น ยิ่งขยายกว้างขึ้นๆ ก็ยิ่งเป็นความรัก ที่ประเสริฐ สูงส่งยิ่งๆ ขึ้น
ขอยืนยันว่า โดยสัจจะนั้น "ความรัก" ไม่ใช่ "ความเห็นแก่ตัว" "ความเห็นแก่ตัว" จึงไม่ใช่ "ความรัก"
เพราะ "ความเห็นแก่ตัว" ก็ประกาศลักษณะของ มันเอง อยู่ชัดๆโต้งๆ ว่า เป็น "กิเลสโลภมาให้แก่ตน"
คนที่กล่าวว่า "ความรักคือความเห็นแก่ตัว" นั้น กล่าวผิด อวิชชา หรือกิเลสต่างหาก พาให้เขากล่าวเช่นนั้น "ความรัก" ที่แท้ที่บริสุทธิ์จริง ไม่ใช่ "ความเห็นแก่ตัว" เลย ทว่าเป็น "ความเมตตา หรือปรารถนา ให้ผู้อื่น ได้สุข" เป็น "ความภาคภูมิที่พากเพียร ขยันเอื้อเฟื้อเกื้อกูล เสียสละต่อผู้อื่น" เป็น "อาการเอื้อมเอื้อ เผื่อแผ่ออกไป จากตัวจากตน" จนกระทั่ง "หมดตัว หมดตน" นั่นต่างหาก จึงจะเป็นความรัก ที่วิเศษสูงสุด
สรุป ความรัก คือ อาการชอบใจผสมความยินดี ที่พร้อมกับมีความปรารถนาดี อย่างสัมมาทิฏฐิ หากใคร ปฏิบัติพัฒนา "อาการชอบใจ ผสมความยินดี ที่ไม่เห็นแก่ตัวเลย มีแต่เต็มไปด้วยความเมตตา หรือ ปรารถนา ให้ผู้อื่นได้สุข" หรือ "มีแต่ความเผื่อแผ่ของตน เสียสละแก่ผู้อื่น" ให้เจริญสูงสุด จนเกิดจริง เป็นจริง ได้เท่าใดๆ ผู้นั้นก็คือ ผู้ได้สร้าง "ความรัก" ที่ใหญ่ยิ่ง ประเสริฐสุดๆ เท่านั้นๆ
ผู้มี "ความรัก" ประเสริฐที่สุด สูงที่สุด จึงได้แก่ ผู้ที่ หมดตัวตน ชนิดไม่มีกิเลสถึงขั้น สิ้นอาสวะ เห็นแก่ผู้อื่น ด้วยความบริสุทธิ์ใจ เสียสละเกื้อกูล
ช่วยเหลือเผื่อแผ่ ออกไปให้ผู้อื่น อยู่อย่างภูมิใจ สุขใจ และยืนยาว หาประมาณมิได้ และเต็มไปด้วย ความปรารถนาดี ที่ตัวเรา จะได้เป็นประโยชน์แก่ผู้อื่น ให้มากๆให้ยิ่งๆ ให้กว้างที่สุด เท่าที่จะให้ได้
ติดตามตอนต่อไป
12 สัญญาณว่ามีการเกี้ยวพาราสีในที่ทำงาน...เกิดขึ้นแล้ว
...เห็นกันทุกวัน เพราะทำงานที่เดียวกัน คงมีบ้างนะที่มองไปมองมา สายตาก็จ้องมองกัน รู้สึกเสียวซ่านหัวใจในออฟฟิศหรือสำนักงานนี่แหละท่าน เป็นบ่อเกิดสร้างคู่รักมานักต่อนักแล้ว...
เมอร์ลินเลยได้ที นำเรื่องรักๆ ใคร่ๆ ในสำนักงานมาโซ้ยซะเลย นัยว่ายังไม่ทันมีใครมายุก็ขอจุดประทัด ด้วยความปรารถนาดีแต่ประสงค์ร้ายให้ผู้คนหวั่นไหวเล่น ด้วยความเพลิดเพลินเจริญใจใน 12 สัญญาณว่ามีการเกี้ยวพาราสีในที่ทำงาน...เกิดขึ้นแล้ว (12 Signs of an office flirtation) บอกว่า ถ้าฝ่ายหญิงถูกจีบ มักแสดงอาการดีใจจนเนื้อเต้น และเก็บไว้ไม่ ค่อยอยู่นักหรอก แหม... ปูนนี้แล้ว ยังอุตส่าห์มีคนมาติดพัน มันใช่ย่อยซะที่ไหน แล้วงี้จะไม่ให้ ระริกระรี้ หน้าบานเป็นดอกทานตะวันได้ไงจ๊ะ ความรักกับผู้หญิงน่ะ เป็นของคู่กันอยู่แล้ว แต่อย่าเจอกรณี มีลูกกวนตัว มีผัวกวนตีน ก็แล้วกัน เดี๋ยวหัวใจฟกช้ำดำเขียวไปซะก่อน เมอร์ลินงี้อยากให้ดอกรักได้มีโอกาสฟูมฟักให้บานนานๆ อย่ารักง่ายหน่ายเร็วนักเลย ว่าแล้วก็เลี้ยวกลับมาเข้าเรื่องสัญญาณแต่ไม่ใช่สัญญา ที่ฝ่ายหญิงแสดงออก เมื่ออยากให้ใครมารักหรือตกหลุมรักโป๊ะเชะ มีตั้งแต่
1. ชอบเล่นผมของตัวเอง ในลักษณะของคนใจลอยบ่อยๆ หรือไม่งั้น ถ้ารู้ว่าคนที่เธอสนใจกำลังเดินผ่านมา หล่อนจะจัดแจงแต่งผมให้ได้รูปได้ทรง ยังไงซะ ผู้หญิงย่อมรักสวยรักงามวันยังค่ำ แล้ว " ความสวยความงาม" ก็ดันเป็นเสน่ห์ดึ๋งดั๋งเสียด้วยนะ ไปถามดูเถิดว่า ผู้ชายร้อยทั้งร้อยชอบคนงามหน้าตาจิ้มลิ้มหรือเปล่า ? หากยิ่งเซ็กซี่ด้วย ก็ยิ่งน่าเสียวไส้
2. จะอารมณ์ดีม้าก มาก ถ้าสืบได้ว่า ฝ่ายที่ตามจีบเธอยังเป็นโสด อย่างน้อย หนูก็ยังอยากเป็นเบอร์ 1 ไม่อยากกินน้ำใต้ศอกของใคร แถมเผลอๆ เดี๋ยวได้น้ำตาตกในละก้อ ขืนเจอโชคสองชั้นอย่างงี้ อย่าเจอกันเลยดีกว่า ใครว่า เลือกแฟนก็เหมือนซื้อลอตเตอรี่ก็ใช่ แต่โอกาสถูกเจ๋งเป๋งน้อยกว่ากันเยอะ เปรียบเทียบกันไม่ได้หรอกหนู
3. ใช้ภาษาท่าทางส่ออาการว่าอยากมีรักอย่างเปิดเผย เช่น ถ้าชอบก็เชื้อเชิญอีกฝ่ายด้วยการจับมือถือแขน ทำตัว สนิทสนม หรือถ้ากล้ามาก บางคนเล่นใส่เสื้อคอเว้า หวังโชว์ เนินอกก็มี เรื่องโชว์ ขอให้บอกเหอะ เพราะกลัวไม่ได้โชว์ มากกว่า... ใช่ไหมล้า
4. มักเดินผ่านหวานใจให้เห็นกันทุกวี่ทุกวัน ถ้าไม่ชอบแล้วจะพยายามขนาดนี้รึ
5. ถ้าคุยกันต่อหน้าคนอื่นไม่ได้ ก็ใช้วิธีส่งอีเมล์กันเหมือนในเรื่องบริดเจท โจนส์ไดอารี่ นั่นแหละ เห็นนั่งหน้าจอคอมฯทั้งวันทั้งคืน บางทีไม่ใช่ขยันทำงานอะไรหรอก แต่พะวงเรื่องอื่นน่ะสิไม่ว่า
6. ถ้าว่างพร้อมกัน ก็ทานข้าวด้วยกัน แล้วอย่าหาว่ามัวแต่จีบกันอยู่นั่น...ไม่ได้นะ เพราะทั้งคู่กำลังเสริมสร้างความเข้าใจ ให้สอดคล้องต่างหาก คนอื่นก็อย่าอิจฉาตาร้อนกันนักเลย เป็นคนขี้อิจฉาไม่น่ารักนะเจ้าคะ
7. ก็ในเมื่อสนิท จะไปไหนมาไหน ก็มักไปด้วยกันหากโอกาสอำนวย อันเรื่องไปไหนมาไหนกับใครๆ เนี่ยนะ แม้แต่เพื่อนก็ยังไปไหนไปกัน ไม่ได้เป็นความสัมพันธ์เฉพาะคนรักกันซะหน่อย ถ้าจะจับผิดก็ควรแยกแยะซะก่อน
8. อยากรู้เรื่องของอีกฝ่ายชนิดทุกซอกทุกมุม เผื่อไว้เป็นข้อมูลพื้นฐานหรือเดตา เบส ก่อนจะคบหากันให้ลึกซึ้งต่อไปก็ได้นี่ ดีซะอีกจะได้วัดกันไปเลยว่า เมื่อคบกันไปนานๆ ไอ้ที่เขาเคยพูดงั้นงี้มันจริงหรือว่าโกหกทั้งเพ
9. ต่างฝ่ายต่างชอบพูดถึงกัน ให้บรรดาซี้ซั้ว เอ้ย เพื่อนซี้ฟัง
10. บางคนพอมีความรักในที่ทำงานจะฮึดขยันขันแข็งขึ้นได้อย่างเหลือเชื่อ แต่บางคู่กลับตรงข้าม ยิ่งรักยิ่งกัดก็มี เรื่องพรรณนี้ มันอยู่ที่ลมเพลมพัด วันไหนดีก็ดีใจหาย วันไหนร้าย แม่มดเจอกับอสูรกายไงงั้น
11. โต๊ะทำงานเริ่มเป็นระเบียบเรียบร้อย ไม่เลอะเทอะอีกต่อไป บอกเป็นนัยๆ นะว่า อีกหน่อยเป็นแม่บ้านแสนประเสริฐได้
12. มีขนมนมเนยที่โต๊ะทำงาน ไว้คอยรับแขกสำคัญ ถ้าไม่ใช่หวานใจฉัน อย่ามาหยิบนะเฟ้ย รู้ซะบ้างว่าไผเป็นไผ
วันอาทิตย์ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2552
พระอาจารย์จวน กุลเชฎโฐ พบเปรตสองพี่น้อง
อกุศลกรรม คือกรรมชั่วที่กระทำอย่างซ้ำซากจำเจจนเคยชิน กระทำเป็นอาจิณโดยเจตนาครบถ้วนทั้ง กาย วาจา ใจ และไม่เคยมีสำนึกถึงความผิดชอบชั่วดีใด ๆ ทั้งสิ้นต่อการกระทำของตน ผลแห่งอกุศลกรรมนั้นย่อมรุนแรงเกรี้ยวกราดจนยากจะทิ้งช่วงระยะเวลาของการรับผลกรรมได้ ดังเช่นเรื่องราวที่ พระคุณเจ้าพระอาจารย์จวน กุลเชฎโฐ ผู้ซึ่งละสังขารไปแล้วได้เผชิญมา
ปีพ.ศ.2506
พระอาจารย์จวน กุลเชฎโฐ มีพรรษา 21 ท่านได้เดินทางไปยังเขาภูสิงห์ อยู่ในเขตอำเภอบึงกาฬ ท่านได้พบสถานที่สัปปายะซึ่งเหมาะสมต่อการบำเพ็ญเพียรเป็นอย่างยิ่งแห่งหนึ่ง เป็นภูเขาลูกย่อม ๆ อยู่ระหว่างภูสิงห์ใหญ่และภูทอกใหญ่ เรียกกันว่าภูสิงห์น้อยหรือภูกิ่ว
ครั้งแรกพระอาจารย์จวนท่านปักกลดอยู่ใต้ต้นไม้ พิจารณาตรวจดูสถานที่แล้วเป็นที่วิเวกน่าพอใจอย่างยิ่ง มีน้ำซับตามธรรมชาติไหลตลอดปี จึงตกลงใจจะพำนักปฏิบัติธรรมอยู่ที่นี่ ญาติโยมจากบ้านนาสะแบงกับบ้านนาคำภูมาช่วยปลูกกุฏิกระต๊อบยกพื้นเป็นเสนาสนะเป็นหย่อมๆ พอได้อาศัย พากเพียรบำเพ็ญธรรม
ในพรรษานั้น พระอาจารย์จวนได้ตกลงจำพรรษาที่กุฏิสิงห์น้อย มีพระจำพรรษาด้วย 1 รูป คือพระอาจารย์สอน อุตตรปญโญ มีเณร 1 รูป และผ้าขาวเฒ่า 1 คน แต่ท่านแยกกันอยู่ในเสนาสนะเล็ก ๆ ต่างปรารภความเพียรกันอย่างยิ่งยวด ค้นคว้าพิจารณากรรมฐานของตนพิจารณากายคตานุสติมิให้พลั้งเผลอตลอดกาลพรรษา
ณ ที่นี้ พระอาจารย์จวนได้พบกับเหตุการณ์ที่ปรากฎชี้ชัดให้เห็นเรื่อง “กรรม” อย่างไม่มีข้อข้องใจสงสัย
วันหนึ่งเวลาโพล้เพล้ใกล้ค่ำ ขณะที่พระอาจารย์จวนกำลังเดินจงกรม โดยกำหนดจิตภาวนาบริกรรมไปโดยตลอด ท่านก็ได้กลิ่นเหม็นเน่าอย่างหนึ่งชอนเข้าจมูก มันเป็นกลิ่นเหม็นเน่าที่ไม่ใช่จากซากสัตว์น้อยใหญ่ชนิดใดชนิดหนึ่ง ท่านจึงตั้งวิตกถามจิตขึ้นดูว่า เหม็นอะไรนี่
จิตตอบว่า นี่เป็นกลิ่นเปรต เหม็นเปรต
พระอาจารย์จวนก็เลยตั้งจิตแผ่อุทิศส่วนบุญส่วนกุศล ให้กับเปรตนั้นไป กลิ่นเหม็นนั้นก็หายไป
ตอนเช้าหลังกลับจากบิณฑบาตลงสู่โรงฉัน พระอาจารย์จวนสนทนากับพระอาจารย์สอน พระอาจารย์สอนก็ได้กลิ่นเหม็นเช่นกัน และเมื่อตั้งจิตถามดู จิตก็ตอบว่าเป็นกลิ่นเปรต ครั้นแผ่เมตตาอุทิศส่วนบุญกุศลให้เขาไป กลิ่นเหม็นประหลาดนั้นก็หายไปอีกเช่นกัน
คืนนั้น……ขณะที่พระอาจารย์จวนกำหนดจิตเข้าสู่สมาธิ ท่านก็ได้นิมิตเห็นเปรต 2 ตน นั่งคู่อยู่ด้วยกันบนหญ้าผาภูสิงห์น้อย เป็นเปรตผู้หญิงทั้งคู่ มีแต่ผ้านุ่ง ท่อนบนไม่มีเสื้อผ้าสวมใส่ เปลือยตลอด ปล่อยผมยาวรุงรังมีผิวดำคล้ำเศร้าหมองเป็นที่น่าเวทนายิ่ง ท่านจึงถามเปรต 2 ตนนั้นว่า
“ท่านเป็นอะไร ทำไมมาอยู่ที่นี่”
เปรตหญิง 2 ตนนั้นตอบว่า “พวกข้าเป็นเปรตอยู่ที่ภูสิงห์นี่”
“เป็นเปรตมานานแล้ว”
“ทำกรรมอันใดไว้ จึงต้องมาเป็นเปรตเช่นนี้”
เปรตหญิง 2 ตน ก็เล่าให้ฟังว่า เมื่อครั้งที่เกิดในชาติของมนุษย์ ทั้งสองได้เอาฝักรังไหมซึ่งมีตัวอ่อนอยู่ข้างในมาต้มในน้ำเดือดเพื่อสาวเอาใยไหมมาทอเป็นผ้า ทำกันมานานจนไม่รู้ว่าได้ฆ่าตัวไหมไปมากมายเท่าไหร่ ด้วยบุพกรรมคือบาปอันนี้ เมื่อตายจากชาติมนุษย์จึงมาเกิดเป็นเปรตมีแต่ผ้านุ่ง ผ่าปกกายไม่มี
พระอาจารย์จวนถามต่อไปอีกว่า พวกท่านเมื่อเป็นมนุษย์มีชื่อว่าอะไร เปรตหญิงตอบว่า ทั้งสองตนเป็นพี่น้องร่วมท้องพ่อแม่เดียวกัน คนพี่ชื่อ “ทา” น้องสาวชื่อ “สี” ได้รายละเอียดเพียงเท่านี้ พระอาจารย์จวนก็ออกมาจากนิมิต และด้วยนิมิตนี้ทำให้ท่านพิจารณาเห็นจริงว่าการฆ่าสัตว์ทำลายสัตว์เป็นบาปจริง ๆ และบาปนี้คือตัว “กรรม” ที่ส่งผลให้มาเป็นเปรตได้รับความทุกข์ทรมานอย่างน่าสลดใจยิ่ง
“กรรม” ที่ “ทา” กับ “สี” ร่วมกระทำการเบียดเบียนชีวิตของผู้อื่นเป็นอาจิณกระทั่งเป็น “อกุศลกรรม” กองใหญ่ ย่อมมีพลังหนักหน่วงในอันที่จะน้อมนำให้คนทั้งสองมีที่หมายคือ ภพชาติอันเป็นทุกข์แน่นอนอยู่แล้ว และถ้าพี่น้องสองคนนี้ยังมีจิตใจแข็งกระด้างประกอบเข้าไปด้วยอีก กล่าวคือมิได้เลื่อมใสในการบุญ การกุศล มีความตระหนี่เสียดายต่อการบริจาคทานจิตถูกกิเลสห้อมล้อมให้มัวเมากับความโลภอยู่ตลอดเวลา จึงเท่ากับพี่น้องสองคนห่างไกลจากกระแสแห่งคุณความดีหนักเข้าไปอีก
ความเข้มข้นของอกุศลกรรมแห่งตน จึงไม่มีความเจือจางลงไปได้เลย ความเกรี้ยวกราดของอกุศลกรรมนั้นจึงมีพลานุภาพเต็มพิกัด และแสดงผลอย่างเต็มที่
ดังนั้น เมื่อสิ้นชีวิต สิ้นภพชาติจากโลกมนุษย์ จึงไปผุดเกิดในอัตภาพอันเป็นทุกข์ทันที ต้องไปรับผลแห่งกรรมของตนอย่างน่าสลดสังเวช ดังเช่นท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฎโฐ ได้สัมผัสรับรู้ดังกล่าวมาแล้ว
วันอังคารที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2552
นวดสลายเซลลูไลท์ ละลายไขมันสะสม
ไปทำคาง 2 ชั้นมาหรอจ๊ะคนสวย…
ท้องแขนนี่ห้อยได้อีกนะ…
แม่สาวขาหมู เดินทีเซลลูไลท์กระเพื่อม…
สะสมไขมันเป็นงานอดิเรกหรือไงจ๊ะ…
อูย… แต่ละประโยคนี่ช่างกัดกร่อนหัวใจสาวๆ ซะจริงจริ๊ง ก็แหม…ใครเล่าจะอยากถูกเรียกแบบนี้ (ว่ามั้ย) เพราะฉะนั้น วันนี้เราจะพาคุณสาวๆ ไปทำความรู้จักกับการ “นวดสลายเซลลูไลท์ ละลายไขมันสะสม” กัน ทีนี้ล่ะ ใครจะมาว่าฉันไม่สวยนะ ฉันไม่ยอมเด็ดขาด!!
คุณสาวๆ รู้ไหมว่า… ตามปกติเซลล์ไขมันที่อยู่ใต้ผิวหนังจะถูกประคองด้วยเซลล์ร่างแหบางๆ (คล้ายตาข่าย) ที่เรียกว่า “เนื้อเยื่อเกี่ยวพัน” ทำหน้าที่ยึดระหว่างผิวหนังกับกล้ามเนื้อ กั้นกลุ่มไขมันไว้เป็นช่องๆ แต่เมื่อเกิดเซลลูไลท์ เซลล์ไขมันในช่องพวกนี้จะขยายขึ้น ในขณะที่เนื้อเยื่อเกี่ยวพันไม่ขยายตาม ทำให้เบียดทั้งทางเดินน้ำเหลืองและระบบหมุนเวียนหลอดเลือดเล็กๆ ใต้ผิวหนัง จนการไหลเวียนของระบบเลือดบริเวณนั้นลดประสิทธิภาพลง เกิดการคั่งของน้ำเหลืองเป็นพังผืดดึงผิวด้านบนให้ย่นลงมาเป็นรอยบุ๋มเป็นช่วงๆ จึงเป็นที่มาของการเรียกเซลลูไลท์ว่า “ผิวเปลือกส้ม”
นอกจากเซลลูไลท์จะสร้างปัญหาด้านความงาม รบกวนจิตใจของคุณผู้หญิงแล้ว ยังอาจก่อให้เกิดโรคจากการที่ร่างกายสะสมไขมันมากเกินไปด้วย เช่น ไขมันอุดตันในเส้นเลือด และหากการไหลเวียนของน้ำเหลืองมีประสิทธิภาพลดลง จะส่งผลกระทบต่อระบบการไหลเวียนของเส้นเลือดดำ ทำให้เกิดเส้นเลือดขอดและเท้าบวมตามมา ประมาณ 85 เปอร์เซ็นต์ ของผู้หญิงที่มีอายุมากกว่า 20 ปี มักเริ่มมีเซลลูไลท์และเมื่ออายุมากกว่า 50 จะมีผิวเซลลูไลท์ให้เห็นมากบ้างน้อยบ้างแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับพันธุกรรม เชื้อชาติเผ่าพันธุ์
ทีนี้เรามาดูประเภทของ “เซลลูไลท์” กัน…
Hard Cellulite: พบได้บ่อยในผู้หญิงที่อายุน้อย (20-40 ปี) และมีการออกกำลังกายเป็นประจำ ลักษณะที่พบ คือ เมื่อบีบตามร่างกายจะเป็นก้อนแข็งเล็กๆ พบบ่อยบริเวณสะโพก และบั้นท้าย
Flaccid Cellulite: พบได้ในผู้หญิงอายุมากกว่า 40 ปีขึ้นไป ที่ไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย มีลักษณะเป็นก้อนไขมันนุ่มๆ มีการหย่อนคล้อย กล้ามเนื้ออ่อนเหลว พบบ่อยบริเวณท้องแขน คาง รอบเอว และหน้าท้อง
Edematous Cellulite: เกิดจากการไหลเวียนโลหิตไม่ดี มีการคั่งของน้ำเหลือง ทำให้ลักษณะเหมือนบวมน้ำ กดแล้วบุ๋ม พบบ่อยที่ต้นขา สะโพก พบว่าผิวหนังดูบอบบางเห็นเส้นเลือดและบวม
Mixed Cellulite: พบได้บ่อยที่สุด ซึ่งในหนึ่งคนอาจพบเซลลูไลท์ทุกแบบ ตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย
พัฒนาการของ… เซลลูไลท์ตัวร้าย
ระยะที่ 0: เป็นระยะที่เริ่มมีพังผืดเกิดขึ้น แต่ไม่มาก ไม่สามารถสังเกตได้ทั้งจากการยืน หรือการนอนจะไม่เห็นเป็นผิวเปลือกส้มแต่อย่างใด แต่เมื่อทดลองหยิบเนื้อบริเวณนั้นขึ้นมาจะปรากฏเป็นรอยบุ๋มเกิดขึ้น
ระยะที่ 1: ยังไม่สามารถเห็นรอยบุ๋มได้เช่นเดียวกับระยะที่ 0 แต่เมื่อทดลองหยิบเนื้อขึ้นมาพบว่ามีรอยบุ๋มเพิ่มมากขึ้น
ระยะที่ 2: สามารถเห็นรอยของเซลลูไลท์ได้ชัดเจนในขณะยืนโดยไม่จำเป็นต้องจับขึ้นมาดู แต่ในขณะนอนจะยังไม่สามารถเห็นได้
ระยะที่ 3: ไม่ว่าจะยืนหรือนอนจะสามารถเห็นเป็นผิวเปลือกส้มได้ทั้งหมด เป็นระยะที่รักษายากที่สุดเพราะเกิดการสะสมของเซลลูไลท์มาในระยะเวลานานมาก
ทั้งนี้ ระยะการก่อตัวของเซลลูไลท์จะขึ้นอยู่กับกิจกรรมของแต่ละบุคคล ประกอบกับการกินอาหาร เช่น คาร์โบไฮเดรท ไขมัน และน้ำตาลที่มากเกินไป เป็นต้น
เทคนิคใหม่สลายเซลลูไลท์
ปัจจุบันแม้เราจะยังไม่มีวิธีขจัดเซลลูไลท์ที่ได้ผล 100% แต่เทคโนโลยีใหม่ๆ ก็มีส่วนสำคัญในการสลายเซลลูไลท์ที่เห็นผลอย่างชัดเจน ซึ่งวิธีสลายเซลลูไลท์ที่ได้รับความนิยมในปัจจุบัน ได้แก่…
เมโซเธอราปี (Mesotherapy)
สลายไขมันเฉพาะส่วนด้วยการฉีดยาเข้าใต้ผิวหนังชั้นเมโซเดิร์ม (Mesoderm) ทำให้กระบวนการเกิดไขมันถูกขัดขวาง ทำให้ไขมันสลายตัวในที่สุด ทำสัปดาห์ละ 1 ครั้ง ติดต่อกัน 8 - 10 ครั้ง ค่าใช้จ่ายครั้งละ 2,000 - 3,000 บาทขึ้นไป
คาร์บ็อกซี เธอราปี (Carboxy Therapy, Carbondioxide Therapy)
สลายไขมันเฉพาะส่วน ด้วยการฉีดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เข้าสู่ชั้นไขมันใต้ผิวหนังเพื่อสลายเซลลูไลท์ และไขมันทำให้เกิดกระบวนการเผาผลาญไขมันมากขึ้น และสลายเซลลูไลท์สลายตัวไปในที่สุด ขึ้นอยู่กับน้ำหนักและไขมันของผู้ต้องการลดเซลลูไลท์เป็นสำคัญ โดยเฉลี่ย ไม่เกิน 3 ครั้งต่อสัปดาห์ ค่าใช้จ่ายครั้งละประมาณ 3,000 ขึ้นไป
การนวดด้วยเครื่องอัลตร้าซาวน์ (Ultrasonic Massage) การนวดผิว ด้วยคลื่นอัลตร้าซาวน์ (Ultrasound) โดยทายาสลายไขมันไว้ตามร่างกายส่วนที่ต้องการลดและใช้เครื่องนวดไปตามบริเวณนั้นๆ เพื่อให้ยาซึมลงไปใต้ผิวหนังได้ลึกขึ้นและช่วยสลายเซลลูไลท์ ขึ้นอยู่กับน้ำหนักและเซลลูไลท์ที่ต้องการลดค่าใช้จ่าย แล้วแต่สถานบริการ มีตั้งแต่ 1,000-3,000 บาทขึ้นไป
การนวดแบบเอนเดอร์โมโลยี (Endermologie)
การนวดกำจัดเซลลูไลท์เฉพาะส่วน ด้วยเครื่องสูญญากาศ โดยส่วนหัวของเครื่องจะมีท่อสุญญากาศอยู่ตรงกลางและด้านข้างเป็นลูกกลิ้งคู่ขนาน เมื่อต้องการใช้งาน ท่อสุญญากาศจะทำหน้าที่ดูดผิวบริเวณที่ต้องการขึ้นมา และลูกกลิ้งด้านข้างจะทำหน้าที่นวดเนื้อบริเวณนั้น ทำติดต่อกัน 14 ครั้ง โดย 7 ครั้งแรก ทำสัปดาห์ละ 2 ครั้ง และลดลงเหลือสัปดาห์ละ 1 ครั้ง หรือตามแต่ผู้เชี่ยวชาญจะวินิจฉัย ค่าใช้จ่ายขึ้นอยู่กับสถานบริการ ครั้งละประมาณ 2,000 - 5,000 บาทขึ้นไป
การออกกำลังด้วยเครื่องโฮบอดี้ ไวเบรชั่น (Whole body Vibration Exercise) เป็นเสมือนการออกกำลังกาย หลักการทำงานคือเมื่อยืนอยู่บนเครื่องไวเบชั่น เครื่องจะเกิดการสั่นสะเทือนทำให้ร่างกายสั่นสะเทือนตามให้ผลเหมือนการนวดตัว และสลายเซลลูไลท์ในเวลาเดียวกัน ทำสัปดาห์ละ 1 ครั้ง ใช้เวลาประมาณ 10 - 20 นาทีตามขนาดของร่างกายและปริมาณไขมัน ครั้งละ 500 บาท
อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีต่างๆ ที่ช่วยสลายไขมันนี้สามารถคงทนอยู่ประมาณ 6 เดือน ถึง 1 ปี การออกกำลังกาย และการควบคุมอาหารจึงเป็นวิธีที่ช่วยให้เซลลูไลท์ก่อตัวช้าขึ้น นอกจากนี้ การตัดสินใจเลือกเทคโนโลยีเพื่อลดเซลลูไลท์ ควรได้รับคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญหรือแพทย์ประจำสถาบันต่างๆ เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์หรือวิธีการที่มีความเหมาะสมมากที่สุด เพราะผู้ที่มีน้ำหนักมากหรือมีโรคประจำตัวบางประเภทอาจไม่เหมาะสมกับบางวิธี หรือบางคนอาจต้องใช้หลายๆ วิธีประกอบกัน
และวันนี้ เราก็มีวิธีการนวดสลายเซลลูไลท์ด้วยตนเอง แบบง่ายๆ มาฝากคุณสาวๆ กันด้วยค่ะ
บริเวณหน้าท้อง
• บีบเนื้อครีมบริเวณหน้าท้องประมาณ 8 - 9 เซนติเมตร
• ลูบไล้เนื้อครีมโดยการวางมือทั้งสองบนหน้าท้อง หมุนวนเป็นเกลียวตามเข็มนาฬิกา เริ่มจากสะโพกวนเข้ายังสะดือ
• นวดต่อจากบริเวณสะดือ โดยนวดหมุนวนขึ้นสู่หัวใจบริเวณใต้ทรวงอก เพื่อช่วยขับของเสีย และยกกระชับกล้ามเนื้อให้เต่งตึงขึ้น
บริเวณสะโพก
• บีบเนื้อครีมบริเวณหน้าท้องประมาณ 9 - 10 เซนติเมตร วางมือทั้ง 2 ข้าง ลงบนสะโพกส่วนล่างทั้งซ้ายและขวา นวดกดคลึงหมุนวนตามเข็มนาฬิกา โดยนวดวนขึ้นสู่สะโพกส่วนบนเข้าสู่หัวใจ
บริเวณต้นขา
• บีบเนื้อครีมบริเวณท้องต้นขาประมาณ 5 - 6 เซนติเมตร โดยยกขาให้ตั้งฉากกับลำตัว จากนั้นนวดไล่หมุนวนขึ้น
บริเวณก้น
• บีบเนื้อครีมบริเวณก้นประมาณ 9 - 10 เซนติเมตร จากนั้นนวดวนขึ้นสู่หัวใจ โดยไล่ยกขึ้นมาทางสะโพก
ขอขอบคุณข้อมูลจาก
กระปุกดอทคอม